[Fic-Got7] Moonlight 2 {MarkNior}

posted on 06 Jun 2016 23:10 by visaging in Got7

Title : Moonlight

Author : Snoww

Paring: MarkNior-Got7

Rate: PG

Part : 2

--------------------------------------------------------------

เสียงเคาะประตูที่มาพร้อมกับคำเชิญจากป้าแชวอน ทำให้จินยองต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่กระตุกจังหวะหัวใจของเขาอีกครั้ง เมื่อชายหนุ่มผมสีอ่อนผู้เป็นเจ้าของดวงตาดุๆ จ้องมองการกล่าวแนะนำตัวจากเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยจนเกือบจะบึ้งตึง

 

“ตามาร์ค ไม่ได้ยินที่น้องแนะนำตัวหรือไง”

 

คำตำหนิบุตรชายของป้าแชวอนทำให้จินยองลอบกลืนน้ำลายลงในคอเล็กน้อย ขณะจิกกำขากางเกงของตนเองตนแน่น เมื่อรู้สึกว่าคำภาวนาของเขากำลังจะไม่บังเกิดผล แต่ถึงอย่างนั้นจินยองก็กำลังภาวนาขอให้ ‘พี่มาร์ค’ ของป้าแชวอนเป็นชายหนุ่มผิวขาวที่นั่งนิ่งอยู่อีกด้าน เพราะอย่างน้อยก็ยังมีรอยยิ้มของความเป็นมิตรส่งมอบกลับมาให้

 

“ยินดีที่ได้พบนะจินยอง”

 

เพียงแค่ชายหนุ่มผิวขาวทักทายกลับจินยองก็แทบจะถอนลมหายใจออกมาดังๆ เมื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์รับฟังคำอ้อนวอนจากเขา

 

“ตามาร์ค..”

 

ก่อนน้ำเสียงโทนเข้มจากป้าแชวอนจะทำลายความดีใจเมื่อครู่ไปจนสิ้น เมื่อชายหนุ่มผมสีอ่อนลุกขึ้นจากโซฟาแล้วก้าวตรงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของจินยอง

 

“Hi” เป็นคำทักทายเพียงสั้นๆ ก่อนใบหน้านิ่งๆ นั่นจะกระตุกยิ้มที่มุมปาก “น้องจินยอง” เสียงทุ้มเน้นชื่อร่างบางทีละคำอย่างจงใจ

 

ใบหน้าหล่อเหลาที่ขยับใกล้ทำให้ภาพเหตุการณ์ที่ยังติดตาโผล่เข้ามาในความคิดของจินยองอีกครั้ง เมื่อการพบกันครั้งแรกอย่างไม่เป็นทางการมันดูไม่น่าจะประทับใจเท่าที่ควร ก่อนหลบสายตาคมที่จดจ้องไปอีกทางด้วยพวงแก้มที่ขึ้นสีระเรื่อ

 

คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อใบหน้าหวานของน้องชายต่างสายเลือดขึ้นสีจนเกือบแดงก่ำ “เห็นสินะ…” กระซิบประโยคที่ได้ยินเพียงแค่สองคนเบาๆ เพื่อทดสอบว่าเด็กจินยองและเงาร่างที่เขาเห็นผลุบหายเข้าไปหลังผ้าม่านก่อนหน้าเป็นคนๆ เดียวกัน และมันก็ได้ผลเพราะนั่นทำให้ร่างบางเบิกดวงตาขึ้นจนโตอย่างมีพิรุธ

 

“เห็นใช่มั้ย” มาร์คยังคงยิงคำถามเพื่อคาดคั้น “คนไม่มีมารยาทที่แอบดูฉันกับแฟนจู๋จี๋กันคือนายเองสินะ”

 

คำกล่าวหาจากชายหนุ่มทำให้จินยองขบเม้มริมฝีปากอย่างอดกลั้น “ใครเขาอยากจะเห็นภาพแบบนั้นกันเล่า” เลือกที่จะตอบกลับด้วยน้ำเสียงรอดไรฟัน “น่าเกลียด” แม้จะรู้สึกถึงความร้อนที่ลามเลียไปทั่วดวงหน้ายามต้องสบมองกับนัยน์ตากลมเป็นประกายคู่นั้น แต่คำพูดที่ยียวนกวนประสาทของอีกคนทำให้ร่างบางไม่อาจทนนิ่งเงียบต่อไปได้

 

และก่อนที่การโต้เถียงระหว่างพี่น้องต่างสายเลือดจะรุนแรงมากไปกว่านี้ เสียงของชายหนุ่มร่างขาวที่อยู่ในฐานะแฟนของคนต้นเรื่องก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน

 

“มาร์คเดี๋ยวฉันต้องกลับก่อนนะ” ก่อนชายหนุ่มผิวขาวจะลุกขึ้นโค้งคำนับพร้อมถ้อยคำกล่าวลาตามมารยาทกับหญิงสูงวัยที่นั่งอยู่ “ผมกลับก่อนนะครับคุณป้า จริงๆ นัดกับคุณแม่เอาไว้ แต่โดนเด็กเอาแต่ใจแถวนี้ลากตัวมาด้วย”

 

“นึกว่ายองแจจะอยู่ทานข้าวกับป้าก่อนซะอีก”

 

“โอกาสหน้านะครับ วันนี้โดนคุณแม่จองตัวเอาไว้แล้วจริงๆ”

 

แชวอนระบายยิ้มพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ “งั้นฝากความคิดถึงถึงคุณแม่ด้วยนะลูก ส่วนเด็กเอาแต่ใจแถวนี้เดี๋ยวป้าจะจัดการต่อเอง”

 

“จินยองไว้เจอกันคราวหน้านะ” ร่างขาวยกมือขึ้นโบกลาน้องชายที่เพิ่งได้ทำความรู้จัก

 

ร่างสูงยอมที่จะหยุดสงครามกับคนตัวเล็กลงชั่วคราวก่อนปรี่ตัวเข้าไปเกาะติดร่างของคนที่กำลังก้าวเร็วออกไปทางประตู และนั่นทำให้จินยองสามารถหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง

 

“ถึงกับถอนหายใจเลยหรอจ๊ะจินยอง” แชวอนหัวเราะให้กับใบหน้าที่ดูตื่นๆ ของจินยอง “พี่มาร์คเขามีนิสัยชอบแกล้งอย่าไปถือสาเขาเลยนะ” ปลอบใบหน้ามุ่ยๆ ของร่างบางด้วยการเผยถึงนิสัยของบุตรชาย

 

จินยองทำได้เพียงระบายยิ้มเจื่อนๆ ก่อนหันมองสองร่างที่เดินโอบเกี่ยวหยอกล้อด้วยสายตาที่มีเครื่องหมายคำถาม ถึงแม้เรื่องชายกับชายรักกันจะเป็นสิ่งที่เขาเคยได้ยินว่ามันมีอยู่ แต่เขาก็ไม่เคยคาดคิดว่ามันจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว ความรักที่ผิดธรรมชาติ ความสัมพันธ์ที่เกินเพื่อน คนตัวเล็กไม่รู้ว่าความรักนั่นเป็นความลับมั้ย แล้วป้าแชวอนรับรู้เรื่องระหว่างคนทั้งคู่อย่างที่เขาได้เห็นและได้ยินด้วยหรือเปล่า

 

.

.

.

 

อาหารที่ถูกเติมจนเต็มท้องบวกกับร่างกายที่อ่อนล้าเพราะการเดินทางทำให้ร่างบางเลือกที่จะเสียมารยาทขอลุกออกจากกลางวงสนทนาเมื่อหัวข้อที่ผู้เป็นบิดาและแม่เลี้ยงกำลังพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของเขาค่อยๆ ถูกเปลี่ยนเป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงการของการขยายธุรกิจซะส่วนใหญ่ “คุณป้าแชวอนฮะ” จินยองหยุดชะงักไปชั่วครู่ด้วยความลังเลขณะสบสายตากับชายสูงวัย “เอ่อ..คุณจินกู ผมขอตัวก่อนได้มั้ยฮะ” สุดท้ายร่างบางก็เลือกที่จะเรียกบิดาผู้ให้กำหนดว่า ‘คุณจินกู’ แทนการเรียกพ่อ เมื่อหัวใจของเขายังคงมีเส้นบางๆ ขวางกั้นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก

 

จินกูชะงักถ้วยชาที่กำลังยกขึ้นจิบ ดวงตาสีนิลฉายประกายความวูบไหวเล็กน้อย ก่อนคลี่ยิ้มให้กับร่างที่นั่งนิ่งเพื่อรอคำอนุญาต “ขึ้นไปพักผ่อนเถอะวันนี้เหนื่อยมาทั้งวันนี่นะ” พลางวางฝ่ามือลงบนศีรษะกลมของเด็กหนุ่ม “พ่อขอบคุณลูกมากนะ” ไล้กลุ่มผมสีดำขลับด้วยสัมผัสอ่อนโยน “ขอบคุณที่ลูกเติบโตมาเป็นเด็กดี”

 

ร่างบางพยายามบังคับตัวเองให้ยิ้มรับคำขอบคุณและสัมผัสอบอุ่นที่แตะลูบลงมา “ผมขอตัวนะฮะ” ก่อนค่อยๆ ปลีกตัวออกมาด้วยความรู้สึกสับสน ปล่อยให้สองเท้าทำหน้าที่ก้าวเดินมาจนกระทั้งถึงห้องนอนชั้นบน

 

“คนบ้านนี้ทำไมใจดีกันแบบนี้นะ” จินยองบ่นกับตัวเองขณะทิ้งตัวลงบนเตียง “อ่า..ไม่สิยกเว้นหมอนั้นไว้คน” เพียงแค่ใบหน้ายียวนของอีกคนลอยเข้ามาในความคิด หัวคิ้วของคนตัวเล็กก็ค่อยๆ ขดขมวดเพราะความหงุดหงิด “ไอ้พี่บ้า ไอ้คนน่าเกลียด ไอ้คนกวนประสาท!” มือที่วางนิ่งอยู่ข้างลำตัวเกร็งกำจนแน่นก่อนกระหน่ำทุบลงบนที่นอน

 

“เตีงนอนมันไปทำอะไรให้นายโกรธแค้นมากนักหรือไง ถึงได้ทุบมันไม่ยั้งแบบนั้น”

 

เสียงทุ้มที่ดังขึ้นเรียกให้ร่างที่กำลังดิ้นร่วนบนเตียงต้องดีดตัวเองลุกขึ้นนั่งโดยอัตโนมัติ ร่างของพี่ชายต่างสายเลือดที่ยืนกอดอกพร้อมกับมองมาด้วยสีหน้านิ่งทำให้จินยองตีสีหน้าไม่พอใจกลับไปทันที “เข้าห้องคนอื่นโดยไม่เคาะประตูก่อนแบบนี้มันเสียมารยาทนะฮะ”

 

ใบหน้าหล่อเหลากระตุกยิ้มที่มุมปากขณะก้าวเข้าหาร่างที่นั่งมุ่ยหน้าบนเตียง “น้องจินยองกำลังจะสอนพี่มาร์คเรื่องมารยาทงั้นหรอครับ” สองแขนแกร่งวางค่อมลงไปบนร่างของคนตัวเล็กพร้อมสายตาท้าทาย

 

ท่อนแขนแข็งแรงที่กักกั้นทำให้จินยองต้องเอนตัวออกด้วยดวงตาเบิกโพล่ง ก่อนความเย็นที่ตกกระทบลงบนใบหน้าหวานจะทำให้คนตัวเล็กออกอาการสะดุ้งพร้อมอาการลืมหายใจไปชั่วขณะ เมื่อเส้นผมสีอ่อนของคนตรงหน้าเปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำที่กำลังไล้ผ่านลูกกระเดือกสวยตลอดจนแผงอกกว้างภายใต้เสื้อคลุมที่ถูกผูกเอาไว้เพียงหลวมๆ  

 

“ก-ก็ เข้าห้องคนอื่นโดยไม่ขออนุญาตก่อน แถมยัง..” ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงจัด ไม่คุ้นชินกับลมหายใจอุ่นที่รินรด “แต่งตัวไม่เรียบร้อยอีกต่างหาก”

 

“นั่นสินะ” มาร์คจงใจเลื่อนใบหน้าเข้าใกล้พวงแก้มชมพูสีระเรื่อ “จะทำยังไงกับคนที่เข้าห้องคนอื่นโดยไม่ขออนุญาตดีละ”

 

จินยองเบี่ยงใบหน้าหลบปลายจมูกโด่งที่เฉียดใกล้ราวกับต้องการกลั่นแกล้ง พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายเพื่อหาช่องทางให้ตัวเองหลุดรอดไปจากกรงแขนที่ค่อมทับ ขณะขยับตัวถอยหนีร่างที่ก้าวต้อน “ก็แค่ออกไปเท่านั้นฮะ!”  แผ่นหลังเล็กที่ถอยชนกับหัวเตียงอย่างจนมุมเรียกคำพูดที่ติดค้างอยู่ในลำคอออกมา

 

มาร์คพยักหน้าเล็กน้อยก่อนยกยิ้มให้กับคนที่เบือนหน้าหลบสายตาหนีไปอีกทาง “แต่รู้สึกเหมือนจะทำยาก” ริมฝีปากหยักกระซิบชิดติดใบหูขาว “น้องจินยองว่าอย่างนั้นมั้ย” กลิ่นหอมที่ลอยใกล้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าการอดใจไม่ให้กลั่นแกล้งร่างบางกำลังเป็นเรื่องยาก ยากพอๆ กับการห้ามตนเองไม่ให้ฝังจมูกลงบนแก้มนวลตรงหน้า

 

“ไม่เห็นยากเลยฮะ แค่เดินออกไปทางประตู” ลมหายใจที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มทำให้จินยองไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว เมื่อพี่ชายต่างสายเลือดไม่ยอมหยุดที่จะหยอกแกล้ง แค่การกลั่นแกล้ง ร่างบาง

 

“แล้วทำไมน้องจินยองถึงไม่เดินออกไปละ”

 

“อ-เอ๋?” จินยองหันมองด้วยสีหน้าเดียงสา “ทำไมผมต้องออกไปจากห้อง..” ถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เริ่มติดขัดขณะกวาดสาตามองรอบๆ บริเวณห้อง “ห-ห้อง.. ห้องของพี่มาร์ค” ก่อนความจริงที่ปรากฎจะทำให้ปลายประโยคแผ่วเบาจนแทบขาดหาย  

 

ใบหน้าเหวอของจินยองเรียกเสียงหัวเราะจากชายหนุ่มขณะยอมที่จะถอยร่างออกมา “ฉันจะทำโทษคนไม่มีมารยาทยังไงดีนะ” มาร์คยกแขนขึ้นไขว้กอดเอาไว้ระหว่างอก จ้องมองคนที่กำลังก้าวลงจากเตียงนอนของเขาด้วยรอยยิ้มเป็นต่อ

 

“ผมขอโทษฮะ” ร่างบางก้มหน้าจนคางแทบชิดอก เมื่อรู้สึกอับอายกับความสะเพร่าของตนเอง “งั้นผมขอตัวก่อนนะฮะ” รีบพาร่างตนเองก้าวตรงไปยังประตู

 

“พรุ่งนี้สิบโมงเช้า” เสียงทุ้มตะโกนไล่หลังร่างที่ก้าวจนเกือบจะถึงบานประตูห้อง “ห้ามเลท ห้ามสาย ฉันไม่ชอบคนไม่ตรงต่อเวลา”

 

คำสั่งจากร่างสูงเรียกให้จินยองหันมองด้วยสีหน้างุนงง “พรุ่งนี้หรอฮะ”

 

“สิบโมงเช้ารอฉันที่ห้องนั่งเล่น เพราะวันนี้นายเสียมารยาทกับฉันถึงสองครั้ง ฉันจึงไม่รับการขอโทษจากนายง่ายๆ แต่ฉันจะลงโทษนายด้วยการให้ไปเป็นเด็กถือของในวันพรุ่งนี้แทน” มาร์คเดินเข้าหาคนที่ค่อยๆ ขยับร่างจนติดประตู “แล้วก็ถ้าคราวหน้าเข้าห้องผิดอีกละก็” พลางเอื้อมหมุนลูกบิดเพื่อเปิดประตูห้องออกให้พร้อมกระตุกยิ้มมุมปาก “น้องจินยองคงไม่โชคดีได้ออกไปง่ายๆ อย่างวันนี้”  

 

คำขู่ทีเล่นทีจริงจากเจ้าของห้องทำให้จินยองหุบปากที่กำลังจะโต้เถียง แล้วเลือกแทรกตัวออกไปจากบานประตูที่กำลังเปิดกว้างก่อนหายเข้าไปยังห้องตรงข้ามด้วยความรวดเร็ว และนั่นทำให้ชายหนุ่มเผลอบ่นงึมงำกับตัวเองพร้อมระบายยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว “เด็กอะไรความน่ารักโคตรร้ายกาจ”

.

.

.

TBC….Part 30% (ภายในอาทิตย์นี้ค่ะ)

[Fic-Got7] Moonlight 1 {MarkNior}

posted on 04 Jun 2016 14:42 by visaging in Got7

Title : Moonlight

Author : Snoww

Paring: MarkNior-Got7

Rate: PG

Part : 1

---------------------------------------------------------------

เสียงออดที่ดังยาวช่วยหยุดมือที่กำลังขีดเขียนตัวหนังสือบนกระดานไวท์บอร์ด หญิงสูงวัยขยับแว่นตาบนใบหน้าเล็กน้อยก่อนหันร่างกลับมาเผชิญหน้าเหล่านักเรียนที่นั่งนิ่งพร้อมกับสายตารอคอย  “วันนี้พอแค่นี้ แล้วอย่าลืมว่าพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของการส่งรายงาน เอาละกลับบ้านกันดีๆ นะนักเรียน” เพียงแค่คำสั่งเลิกชั้นเรียนจบเสียงร้องเฮ้ก็ดังขึ้นพร้อมกับความวุ่นวายเหมือนกับฝูงผึ้งที่แตกรัง

 

“จินยองไปกินไอศครีมกัน” ทันทีที่ครูผู้สอนเดินหลุดพ้นจากประตูห้องเรียน เด็กหนุ่มใบหน้าคมก็โน้มตัวกระซิบบอกบุคคลที่นั่งอยู่โต๊ะด้านข้าง

 

ใบหน้าขาวพยักตอบรับคำเชิญชวนของเพื่อนร่างสูงก่อนรวบอุปกรณ์การเรียนบนโต๊ะยัดลงในเป้สะพาย “แต่ขอแวะร้านหนังสือก่อนนะยูคยอม”

 

“งั้นเจอกันที่ร้านนะ” เด็กหนุ่มร่างสูงโบกมือให้กับเพื่อนตัวเล็กที่กำลังแบกเป้ขึ้นสะพายไหล่ขณะก้าวเร็วออกนอกห้องเรียน “เอาไอศครีมรสเดิมใช่มั้ยจินยอง”

 

คำถามที่ตะโกนดังไล่หลัง ทำให้จินยองทำเพียงแค่ยกมือขึ้นพร้อมกับทำนิ้วเป็นรูปตัวโอแทนการหันร่างไปเพื่อตอบรับ ก่อนจังหวะของการก้าวเดินจะถูกปรับให้ช้าลงเมื่อเส้นทางเบื้องหน้าถูกร่างของใครบางคนยืนขวางเอาไว้ จินยองชะลอฝีเท้าลงด้วยหัวคิ้วที่ขดขมวดเข้าหากันเมื่อเงาร่างสูงใหญ่กลางทางเดินไม่มีทีท่าว่าจะขยับกายเพื่อหลีกถอยออกจากเส้นทาง

 

ใบหน้าขาวก้มลงมองต่ำไม่คิดสบมองกับร่างที่ยืนขวางเส้นทางเบื้องหน้า มือบางกำกระชับสายเป้บนบ่าขณะตัดสินใจเบี่ยงทิศทางการเดินของตนเอง

 

“ปาร์คจินยองใช่มั้ย”

 

เสียงทุ้มที่เรียกชื่อรั้งร่างที่กำลังเฉียดผ่านให้หยุดหันมอง หนุ่มใหญ่วัยกลางคนในชุดสูทราคาแพงส่งยิ้มใจดีให้กับเด็กหนุ่มที่ใบหน้าเต็มไปด้วยคำถาม “โตขึ้นเยอะมากเลยนะ จินยอง”

 

คิ้วเรียวขดขมวดจนแทบเป็นปมเมื่อใบหน้าของชายสูงวัยที่อยู่เบื้องหน้าคลับคล้ายคลับคลาใครสักคนในความทรงจำ “รู้จักผมด้วยหรอฮะ” ความทรงจำซีดจางเมื่อครั้งที่เขายังเยาว์วัย

 

“โตขึ้นเยอะเลยนะจินยอง” ฝ่ามือใหญ่ลูบศีรษะกลมของเด็กตัวน้อยอย่างเอ็นดู “ชอบเครื่องบินที่ซื้อมาให้มั้ย”

 

ใบหน้าน่ารักของเด็กชายตัวน้อยส่งยิ้มกว้างกลับไปให้ผู้เอ่ยถามแทนคำตอบ วงแขนเล็กๆ โอบกอดของเล่นชิ้นใหม่อย่างหวงแหน

 

“ตอนนี้จินยองยังเด็ก ฉันเป็นห่วงแกค่ะ” หญิงสาวผู้มีดวงหน้าหมดจดคลี่ยิ้มเศร้าสร้อย

 

“ผมเข้าใจ” มือหนาเอื้อมกุมมือของหญิงสาวเเพื่อปลอบโยน “แต่อนาคตของลูกก็สำคัญ”

 

ใบหน้าขาวพยักตอบรับอย่างจำยอมด้วยหยาดน้ำที่คล่องหน่วงบนขอบตาเรียว “แต่ขอเวลาหน่อยได้มั้ยคะ ฉันอยากให้แกโตมากกว่านี้อีกหน่อย อย่างน้อยก็เหมือนต่อเวลาให้ฉันได้อยู่กับแกนานขึ้นอีกนิด”

 

“ผมก็ไม่เคยคิดที่จะพรากจินยองไปเป็นสมบัติตัวเองสักหน่อย” ดวงตาไร้เดียงสาที่จ้องมองการสนทนาทำให้ชายหนุ่มระบายยิ้มกว้างอย่างใจดี ก่อนช้อนอุ้มร่างเด็กน้อยขึ้นนั่งบนตัก “อย่าลืมสิว่าจินยองเป็นลูกของเรา เด็กคนนี้คือทายาทเพียงคนเดียว..สักวันยังไงเขาก็ต้องไปอยู่ในที่ที่เขาควรอยู่ตั้งแต่แรก”

 

จินยองก้าวถอยหลังเล็กน้อยเพื่อตั้งหลักให้กับภาพความทรงจำที่ติดๆ ดับๆ ในหัว มือบางจิกกำจนแน่นขณะก้าวหนีความจริงตรงหน้า แม้ริ้วรอยและกาลเวลาที่ผ่านมาจะทำให้ใบหน้าคุ้นตานั้นเปลี่ยนไปมาก แต่น้ำเสียงและแววตายังคงเหมือนเมื่อครั้งในอดีต อดีตที่กำลังเป็นปัจจุบันอีกครั้ง...

.

.

.

ร่างที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟาผุดตัวลุกขึ้นด้วยสีหน้าและแววตาที่ฉายแววกังวลทันทีที่ร่างของบุตรชายแสนรักก้าวพรวดเข้ามาภายในบ้าน “จินยอง..” เอ่ยเรียกร่างที่ก้าวผ่านไปโดยไร้ซึ่งคำทักทาย “ลูกเจอเขาแล้วใช่มั้ย”

 

“ครับ” เด็กหนุ่มตอบรับเพียงสั้นๆ โดยที่ยังคงหันแผ่นหลังให้กับผู้ให้กำเนิด ใบหน้าหวานก้มมองต่ำเพื่อหลบซ่อนความอ่อนแอจากดวงตา ดวงตาที่เคลือบคลอไปด้วยม่านน้ำตา

 

“ทั้งหมดก็เพื่ออนาคตของลูก”

 

“ผมมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยตัวเองมั้ยครับ” จินยองพยายามควบคุมน้ำเสียงของเขาให้เป็นปกติ ขณะเริ่มรู้สึกถึงความสั่นไหวภายในร่าง “ตัวเลือกเพียงข้อเดียวที่ผมได้รับมาในวันนี้ ขอเวลาให้ผมได้ทบทวนมันหน่อยได้มั้ยครับ” การร้องขอเพื่อซื้อเวลา ข้อต่อรองที่เขารู้ดีว่ามันก็แค่การพาความหวาดกลัวของตนเองไปหลบซ่อนอยู่หลังกำแพงเปราะบาง

 

หญิงสูงวัยพยักหน้าให้กับแผ่นหลังเล็กตรงหน้า “จ๊ะ..” ถ้อยคำตอบรับที่ถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ ขณะปล่อยให้หยดน้ำตาวาดเส้นทางผ่านใบหน้าด้วยความรู้สึกอัดแน่น เมื่อในเวลานี้หล่อนทำได้เพียงเฝ้ามองร่างของบุตรชายสุดรักก้าวขึ้นบันไดไปยังชั้นบนของบ้านอย่างเงียบๆ

 

เพียงแค่ช่องว่างระหว่างบานประตูถูกปิดลง จินยองก็ทรุดร่างลงกับพื้นด้วยแข้งขาที่อ่อนแรง คำถามมากมายเกิดขึ้นในหัวสมอง เสียงความคิดที่ถกเถียงตบตีกันในหัว ข้อต่อรองที่เขาใช้มันเป็นกำแพงปิดกั้นความเป็นจริง  ความจริงที่ทำให้เขาไม่อาจหาเหตุผลใดมาลบล้างมันออกไปได้  

 

Rrr  Rrr….

 

เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือหยุดความคิดที่กำลังตีรวนในหัว จินยองล้วงสมาร์ทโฟนเครื่องบางออกจากกระเป๋ากางเกงก่อนหยุดมองชื่อของคนโทรเข้าด้วยความลังเล ลมหายใจถูกถอนออกจากอกเบาๆ ขณะปลายนิ้วเลื่อนสัมผัสเพื่อรับสายจากปลายทาง

 

“อ่า..ยูคยอม”

 

[“ย่าห์! ปาร์คจินยอง นายรู้มั้ยว่าฉันรอนายจนไอศครีมละลายล้นถ้วยแล้วนะ นี่ตอนนี้นายอยู่ไหนใกล้ถึงร้านหรือยัง”]

 

“อืม..” เสียงหวานตอบรับประโยคยาวเหยียดเพียงสั้นๆ

 

[“ไอ้อืมของนายเนี้ย คือนายใกล้ถึงแล้ว หรือว่ายังไม่ถึง”] เพื่อนร่างสูงยังคงส่งเสียงโหวกเหวกมาตามสาย [“ถ้านายจะเลทขนาดนี้นายก็น่าจะโทรบอกกันบ้างสิ ไม่ใช่ปล่อยให้ฉันนั่งรอนายจนเกือบชั่วโมงแบบนี้”]

 

“ขอโทษนะยูคยอม แต่วันนี้ฉันคงไปไม่ได้แล้วละ มีธุระด่วนที่บ้านน่ะ เลยต้องรีบกลับมา”

 

[“ถ้าแบบนั้นก็ไม่เป็นไร แต่คราวหน้าโทรบอกกันบ้างสักนิดก็ดีนะ”] เหตุผลของจินยองทำให้พายุที่ปลายสายสงบลง [“แล้วนายถึงบ้านแล้วใช่มั้ย”]

 

“ถึงแล้วละ ...ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกนายก็กลับบ้านดีๆ นะ อืม..บาย” หลังจบบทการสนทนากับเพื่อนร่างสูงความรู้สึกอึดอัดก็กลับเข้ามาวนเวียนภายในร่างอีกครั้ง ดวงตาว่างเปล่ากวาดมองไปรอบๆ บริเวณห้องอย่างเลื่อนลอย ก่อนของเล่นที่แสนหวงแหนในวัยเด็กจะฉุดให้จินยองต้องลุกขึ้นก้าวเข้าหา

 

“ทำไมถึงต้องกลับมา” เพียงแค่ปลายนิ้วแตะสัมผัสบนพื้นผิวของเล่นชิ้นสำคัญ คำถามมากมายก็พร่างพรูออกมาพร้อมกับหยดน้ำตาที่ตกกระทบ “ทำไมคุณถึงบินกลับมาพร้อมกับเหตุผลที่แข็งแกร่งแบบนี้ละ” ฝ่ามือเล็กประคองหยิบเครื่องบินลำโปรดเอาไว้ จ้องมองความสูงนอกหน้าต่างด้วยความคิดที่ว่า ถ้าหากเพียงแค่เขาคลายเรี่ยวแรงของปลายนิ้วที่โอบอุ้ม ของเล่นชิ้นสำคัญก็คงแตกหัก ความทรงจำอบอุ่นที่เฝ้าทะนุถนอมก็จะแหลกสลายหายไปด้วย

 

ความอบอุ่นที่จินยองรอคอยมันมาตลอด…

 

.

.

.

 

สัมผัสของฝ่ามือที่ลูบลงมาบนเส้นผมสีดำขลับทำให้ร่างที่กำลังหลับสนิทยับเคลื่อนเข้าหากลิ่นหอมที่คุ้นเคยด้วยเปลือกตาที่ยังคงปิดสนิท “คุณยาย..” วงแขนเล็กรวบกอดเอวของคนที่เพิ่งทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนุ่ม ซุกใบหน้าที่ยังหลงเหลือร่องรอยของคราบน้ำตาลงกับตักอุ่น

 

“แม่เขาเป็นห่วง เห็นว่าไม่ลงมาทานข้าวเย็น” หญิงชราเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น ขณะระบายยิ้มให้กับร่างที่ขดตัวอยู่บนเตียงนอน “ยายไม่เคยถามเหตุผลว่าทำไมแม่หลานถึงเลือกที่จะกลับมาอยู่ปูซาน แล้วก็ไม่เคยถามว่าทำไมเขาสองคนถึงไม่อยู่ด้วยกัน”

 

เสียงนุ่มที่หยุดลงเพียงชั่วครู่ดึงให้เปลือกตาบางเปิดมองด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้  ก่อนเรื่องราวที่จินยองเฝ้าหาคำตอบมาตลอดจะค่อยๆ ถูกเล่าเรียง...

 

ชายผู้มาจากต้นตระกูลผู้สูงศักดิ์กับหญิงสาวที่เกิดมาจากครอบครัวคนธรรมดาฐานะปานกลาง เมื่อทั้งสองคนรักกันเรื่องราวต่อจากนั้นมันไม่ได้จบลงสวยงามเฉกเช่นเดียวอย่างในละครรักโรแมนติกและสิ่งที่พรากคนทั้งคู่ให้จากกันก็ไม่ใช่เพราะสาเหตุการเหยียดชนชั้นอย่างในนิยายรักคร่ำครึ แต่เพราะหญิงสาวไม่อาจทนเห็นกิจการต้นตระกูลของคนรักต้องล้มละลายลงไปตรงหน้า การแต่งงานกับคนที่ฐานะและชาติตระกูลทัดเทียมจะสามารถเกื้อกูลการเงินที่กำลังย่ำแย่ของครอบครัวชายหนุ่มให้อยู่รอดต่อไปได้

 

“คุณยายโกรธเขามั้ยฮะ” เสียงหวานเอ่ยถามอู้อี้กับตักนุ่ม

 

“เขาสองคนไม่เคยเลิกรักกัน เพียงแต่รอเวลาที่เหมาะสม เวลาที่เขาสองคนจะได้โคจรกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง” หญิงชราคลี่ยิ้มอบอุ่นให้กับเรียวคิ้วที่ขดขมวดเข้าหากันจนแทบเป็นปมของจินยอง “อีกอย่างปู่กับย่าของหลาน ท่านก็ดีต่อแม่ของเรามากจริงๆ เพราะคนที่ค้านจนหัวชนฝาเป็นคนแรกน่ะ คือย่าของหลาน ท่านทั้งสองไม่เคยรังเกียจเด็กสาวที่มาจากบ้านนอก แถมยังให้ความเอ็นดูเหมือนลูกสาวแท้ๆ ด้วยเหตุนี้แม่ของหลานจึงทนไม่ได้หากจะต้องเป็นคนเห็นแก่ตัว ทนไม่ได้ที่จะต้องเห็นบั้นปลายชีวิตของท่านทั้งสองต้องลำบาก จึงเลือกที่จะหนีหายออกมา” ฝ่ามือนุ่มไล้ข้างพวงแก้มของร่างบางด้วยความเอ็นดู “พวกเขามาตามหาแม่ของหลานที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ตอนนั้นยายก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแม่ของหลานไปหลบพักอยู่ที่ไหน จนท้ายที่สุดข่าวการแต่งงานของพ่อเราลงครึกโครมบนหน้าหนังสือพิมพ์ นั่นแหละ หลังจากนั้นยายถึงได้พบหน้าลูกสาวที่ขาดการติดต่อหายไปเป็นปี พร้อมกับเด็กตัวเล็กๆ ที่ถูกอุ้มเอาไว้ในอ้อมแขน”  

 

“ผมอาจไม่ใช่ลูกของเขาก็ได้” จินยองเอ่ยแย้งด้วยน้ำเสียงติดน้อยใจ แม้เรื่องราวที่เพิ่งได้รับฟังจะทำให้เขาเข้าใจที่มาของ ‘ต้นเหตุ’ มากขึ้น แต่มันก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด ส่วนที่ยังเป็นข้อสงสัยในเรื่องของบุคคลที่เป็นตัวแทรกกลางระหว่างความสัมพันธ์ของพ่อกับแม่ยังคงครางแคลงติดอยู่ในใจ

 

“หลานเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าใช่หรือไม่” หญิงชราหัวเราะให้กับใบหน้าที่ช้อนมองอย่างงอนๆ “ใครกันที่วิ่งร้องไห้มาถามว่าทำไมหน้าผมถึงไม่เหมือนแม่กับยาย คำถามที่ว่าผมใช่ลูกของแม่มั้ย หน้าผมเหมือนใคร ยังจำได้ดีใช่มั้ยละ” พลางบีบปลายจมูกเชิดรั้นของเด็กหนุ่มเพียงเบาๆ

 

“ต้องให้ผมไปอยู่ไกลขนาดนั้นคุณยายจะไม่คิดถึงผมแย่หรอฮะ”

 

“อยากรู้เหมือนกันว่าจะทนคิดถึงหลานคนนี้ได้มั้ย”

.

.

.

“สรุปว่าปิดเทอมนี้นายก็จะไม่อยู่ปูซานแล้วใช่มั้ยจินยอง”

 

“ใช่ว่าฉันอยากจะไป” ร่างบางเอนศีรษะซบพิงต้นแขนเพื่อนร่างสูงที่นั่งอยู่ด้านข้าง “แต่เหตุผลที่ฉันได้ฟังมันทำให้ฉันหมดคำพูดที่จะโต้เถียง อีกอย่างไม่อยากให้แม่ต้องเสียใจด้วย”

 

“ฉันต้องคิดถึงนายมากแน่ๆ” ยูคยอมเกลี้ยงเส้นผมสีดำขลับของร่างบางเล่นเบาๆ “นึกว่าปิดเทอมนี้เราจะได้ไปกางเต้นท์ตั้งแคมปิ้งกันเหมือนปีที่ผ่านมา” พลางถอนลมหายใจออกจากอกเฮือกใหญ่ เมื่อข่าวคราวที่ได้รับฟังจากเพื่อนสนิทมันทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกใจหาย

 

“นายก็ไปหาฉันสิ หรือจะย้ายไปเรียนที่เดียวกันเลยก็ได้” จินยองผละศีรษะที่กำลังพิงซบออกก่อนจับต้นแขนแข็งแรงของยูคยอมเขย่าเพื่อเรียกร้องคำตอบ

 

“ไม่แน่ตอนนั้นนายอาจจะได้เพื่อนใหม่จนลืมเพื่อนเก่าอย่างฉันไปแล้วก็ได้” ร่างสูงยู่ปากด้วยสีหน้าหม่น แต่เพียงครู่เดียวก็ระบายยิ้มเต็มแก้มกลับไปให้เพื่อนร่างเล็ก “ฉันล้อเล่นหรอกน่า ไปสิไปแน่นอนเพราะปกติช่วงปิดเทอมฉันต้องได้นอนกอดจินยองนี่ของฉันตลอดนี่น่า” พลางคว้ากอดร่างบางเอาไว้ในอ้อมอก หลบซ่อนดวงตาหม่นจากเพื่อตัวเล็ก

 

“อื้อ..ยูคยอม นายรัดฉันแน่นเกินไปแล้ว” ร่างบางดื้นร่วนในพันธนาการแข็งแกร่งที่รัดแน่น “ปล่อยได้แล้วน่า” บ่นคนที่หยอกแกล้งด้วยน้ำเสียงอู้อี้พร้อมกับกำปั้นเล็กที่ทุบตีลงไปเบาๆ

 

“รับปากมาก่อนว่าจะเลี้ยงไอศครีม ฉันถึงจะปล่อย” ร่างสูงตั้งเงื่อนไขให้กับจินยอง

 

“ทำไมฉันต้องเลี้ยงนายด้วยเล่า”

 

“งั้นฉันจะกอดนายให้จมไปกับอกฉันเลยคอยดู” ยูคยอมเพิ่มแรงกระชับของวงแขนที่กอดรัด

 

“ก-ก็ได้ แต่ปล่อยก่อน นายต้องปล่อยฉันก่อน” เพียงแค่วงแขนแกร่งคลายออก ร่างบางก็รีบเบี่ยงตัวออกมาด้วยความรวดเร็ว กระเป๋าเป้ที่วางอยู่บนพื้นถูกคว้าขึ้นแนบอกขณะเท้าเล็กก้าวถอยเพื่อเว้นระยะห่าง “ฉันจะเลี้ยงนาย” ริมฝีปากบางยกยิ้มร้าย “ถ้านายไปหาฉันที่โซล!” ทันทีที่พูดจบจินยองก็เร่งฝีเท้าวิ่งหนีร่างที่ตะโกนโวยวายไล่หลัง

 

“ย่าห์! ปาร์คจินยอง!!!”

.

.

.

ความเงียบที่ครอบคลุมอยู่ในชั้นบรรยากาศกลืนตัวตนของชายที่นั่งอยู่บนเบาะด้านข้าง จนทำให้จินยองต้องลอบถอนลมหายใจออกมาเบาๆ เมื่อบทสนทนาระหว่างตัวเขาและผู้เป็นบิดาตลอดระยะเวลาของการเดินทางมีไม่มากนัก ภาพวิวของต้นไม้หลากสีข้างทางสามารถดึงดูดให้ดวงตาเรียวทอดมองได้เพียงแค่ชั่วครู่ ก่อนภาพตึกสูงแปลกตาและหน้าจอโฆษณาขนาดใหญ่ที่ปรากฎทดแทนขึ้นเต็มแทบทุกพื้นที่สองฝั่งถนนจะทำให้ใบหน้าขาวละความสนใจกลับมายังความอึดอัดอีกครั้ง  

 

จนเมื่อรถยนต์แล่นข้ามประตูรั้วขนาดใหญ่ก่อนวงล้อสีดำจะหยุดเทียบกับเชิงบันไดหินอ่อน ความจริงที่จินยองจะต้องเผชิญในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้ากลับสร้างความประหม่าให้กับร่างเล็กจนทำให้การเปิดประตูรถกลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันที การก้าวขาให้พ้นขอบประตูรถยนต์เป็นไปอย่างทุลักทุเลเมื่อโลกภายนอกที่เขากำลังก้าวออกไปนั้นช่างดูแตกต่างจากสิ่งที่เขาเคยสัมผัสมาอย่างสิ้นเชิง กลุ่มบุคคลที่อยู่ในชุดยูนิฟอร์มขาวดำยืนเรียงหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบ ก่อนการกล่าวทักทายต้อนรับคุณผู้ชายและคุณหนูคนใหม่ของบ้านราวกับละครที่เขาเคยดู และร่างของหญิงวัยกลางคนที่กำลังก้าวเดินมาด้วยท่วงท่าสง่างามจนน่าเกรงขาม ผู้หญิงที่คั้นความรักของพ่อกับแม่ จินยองภาวนาขอให้หล่อนไม่ใช่แม่เลี้ยงใจร้ายเหมือนในนิทานก่อนนอนที่เขาเคยได้ฟัง

 

“เดินทางกันมาตั้งหลายชั่วโมงคงเหนื่อยกันแย่สินะคะ” หญิงวัยกลางคนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไพเราะขณะคลี่ยิ้มให้กับสองร่าง ฝ่ามือบอบบางวางทาบบนใบหน้าเด็กหนุ่มแผ่วเบาก่อนไล้ข้างพวงแก้มสีชมพูระเรื่อด้วยสัมผัสอ่อนโยน “จินยองคงจำป้าแชวอนไม่ได้แล้วแน่ๆ เพราะตอนนั้นที่เคยพบกันจินยองยังแค่สามหรือสี่ขวบเองได้มั้ง”

 

“ส-สวัสดีฮะ” จินยองโค้งตัวเพื่อแสดงความเคารพผู้สูงวัยกว่า “ขอโทษนะฮะที่ผมจำเรื่องตอนนั้นไม่ได้เลย” ใบหน้าน่ารักหม่นลงอย่างรู้สึกผิด กับเรื่องราวที่ถูกลบหายไปจากความทรงจำ ขณะยังรู้สึกตื่นๆ กับบ้านหลังใหญ่ กลุ่มคนที่เหมือนบอดี้การ์ดและแม่บ้าน รวมทั้งการต้อนรับที่แสนอบอุ่นอ่อนโยนจากหญิงตรงหน้า

 

“ตามาร์คคงดีใจที่มีน้องชายหน้าตาน่ารักนะคะคุณจินกู” ใบหน้าหม่นของจินยองเรียกให้เสียงหัวเราะเปล่งดังขึ้น “ไม่เอาสิ ไม่ทำหน้าแบบนั้น” พลางวาดวงแขนโอบกอดร่างของเด็กหนุ่มเอาไว้ด้วยความเอ็นดู “ขึ้นไปดูห้องที่ป้าจัดเตรียมเอาไว้ให้ดีกว่า เผื่อจินยองจะอยากได้เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งเพิ่มในห้องป้าจะได้ให้คนรีบจัดการให้”

 

ความใจดีที่หญิงสูงวัยส่งมอบให้ช่วยคลายความอึดอัดที่สะสมแน่นมาตลอดการเดินทางให้เบาบางลง เมื่อการเผชิญหน้ากับบุคคลที่อยู่ในฐานะแม่เลี้ยงกลับไม่ได้น่าหวาดกลัวเหมือนในจินตนาการ จินยองก้าวตามร่างระหงที่เดินนำอย่างว่าง่ายจนขั้นสุดท้ายของบันไดที่ทอดตัวขึ้นมายังชั้นสอง ผู้นำทางจึงหยุดร่างลงที่หน้าประตูห้องสีเบจบานใหญ่

 

“ห้องของป้าอยู่ทางปีกซ้าย” ผายมือไปยังทิศทางที่อยู่อีกด้านของทางเดินยาว “ส่วนห้องที่ป้าเตรียมไว้ให้จินยองอยู่ทางปีกด้านขวามือ” แชวอนหยุดประโยคก่อนหันมองบานประตูห้องที่อยู่ตรงกันข้ามกับห้องของร่างบาง “ส่วนห้องที่อยู่ตรงข้ามจินยองเป็นห้องของพี่มาร์ค”

 

ใบหน้าหวานพยักขึ้นลงแสดงออกว่าเข้าใจ แม้จะยังนึกภาพพี่ชายต่างสายเลือดไม่ออกแต่จินยองคิดว่าพี่มาร์คคงใจดีไม่แตกต่างจากผู้เป็นมารดา ก่อนความคิดเรื่องหน้าตาและนิสัยใจคอเจ้าของห้องที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจะถูกแทนที่ด้วยเสียงเรียกของป้าแชวอน หลังบานประตูที่ถูกเปิดเผยห้องนอนที่มีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ ร่างบางคำนวนคร่าวๆ ว่าความกว้างอาจเทียบเท่าห้องนั่งเล่นที่บ้านปูซานเสียด้วยซ้ำ การตกแต่งห้องด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนถูกจัดวางเอาไว้อย่างลงตัว ชั้นติดผนังที่ถูกเติมเต็มไว้ด้วยหนังสือหลากหลายประเภทดึงให้คนตัวเล็กก้าวเข้าหาด้วยดวงตาที่เป็นประกายสดใส

 

“ชอบห้องที่ป้าเตรียมไว้ให้มั้ย”

 

ร่างบางหันมองเจ้าของคำถามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ชอบมากฮะ ขอบคุณนะฮะคุณป้า”

 

หญิงสูงวัยพยักหน้าเพื่อตอบรับถ้อยคำขอบคุณด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “ถ้าอยากได้อะไรเพิ่มเติมก็บอกป้าได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ” พลางไล้ฝ่ามือลงบนศีรษะกลมของเด็กหนุ่มเบาๆ “ป้าไม่กวนแล้วดีกว่า เดี๋ยวจะลงไปเตรียมอาหารเย็นให้ จินยองพักผ่อนตามสบายนะ หรือจะลงไปเดินเล่นรอบๆ บ้านก็ได้ เดี๋ยวตั้งโต๊ะเสร็จจะให้แม่บ้านไปเรียก”

 

“ฮะคุณป้า” เด็กหนุ่มตอบรับอย่างว่าง่าย ก่อนโค้งคำนับให้กับผู้สูงวัยกว่าเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณส่งท้ายร่างที่ปลีกตัวเดินออกไปจากบานประตู จินยองกวาดสายตามองรอบห้องนอนที่เขาเพิ่งได้ครอบครองด้วยรอยยิ้มที่ค่อยๆ จางลงเมื่อความเงียบที่โรยตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศทำให้เด็กหนุ่มคิดถึงบุคคลสำคัญที่เพิ่งจากมา แต่เพียงครู่เดียวนัยน์ตาอ่อนแสงก็กลับฉายแววของความตั้งมั่นขึ้นมาอีกครั้ง

 

ผ้าม่านสีขาวที่ปลิวหยอกกับสายลมที่พัดผ่านหน้าต่างบานกว้างเรียกให้เท้าเล็กก้าวเข้าหา จินยองหยุดยืนอยู่บนระเบียงที่ยื่นออกก่อนกางแขนเพื่อรับอากาศเข้าจนเต็มปอดพลางบิดตัวเล็กน้อยเพื่อผ่อนคลายร่างที่ปวดเมื่อยจากการเดินทาง ดวงตาที่กำลังเพลิดเพลินไปกับภาพวิวของสวนหย่อมนอกระเบียงถูกเสียงดังกระหึ่มจากรถยนต์ราคาแพงหลักสิบล้านที่ร่างบางเคยได้เห็นจากในนิตยสารเบนความสนใจให้จ้องมองแทน

 

“ว๊าว..รถของใครกันนะ” จดจ้องรถยนต์ที่กำลังแล่นจอดด้วยดวงตาประกายวาววับ และเพียงแค่บานประตูถูกเปิดร่างของชายหนุ่มผมสีอ่อนก็ก้าวลงจากที่นั่งคนขับก่อนเดินอ้อมไปยังบานประตูฝั่งด้านข้างเพื่อเปิดให้ร่างของชายหนุ่มผิวขาวอีกคนก้าวตามลงมา ในขณะที่จินยองกำลังจ้องมองด้วยความสงสัย ร่างของชายผิวขาวที่กำลังก้าวเดินก็ถูกชายหนุ่มผมสีอ่อนรวบกอดจากทางด้านหลังก่อนฝังปลายจมูกลงบนข้างแก้ม “อึ๋ย! น่าเกลียด” จินยองเผลอสบถกับภาพเหตุการณ์ที่ได้เห็น และนั่นทำให้ใบหน้าของคนที่กำลังกระทำการอุกอาจหันมองมายังร่างเล็กด้วยสายตาไม่พอใจ

 

จินยองก้าวหลบหลังผ้าม่านทันทีที่ชายหนุ่มผมสีอ่อนส่งสายตาดุๆ มายังเขา “คงไม่ได้ยินหรอกมั้ง..” ปลอบตัวเองที่กำลังตื่นตกใจกับภาพที่เพิ่งได้เห็น “จะทันเห็นเรามั้ยนะ” ก่อนยกฝ่ามือขึ้นทาบใบหน้าที่ร้อนผ่าวของตนเอง “คนที่โซลนี่ทำอะไรเปิดเผยชะมัดเลย” สั่นศีรษะเพื่อไล่ภาพที่ติดตาให้ออกจากหัวสมอง “หวังว่าคนนั้นคงไม่ใช่..” ฟันเรียวฟันลงบนริมฝีปากอิ่ม เป็นครั้งแรกที่จินยองภาวนาขอให้สิ่งที่กำลังคิดไม่เป็นความจริง

 

.

.

.

TBC.



NOTE : มือลั่นจนได้กับความน่ารักน่าเอ็นดูเวลาเห็นพี่มาร์คกับน้องจินยองอยู่ด้วยกัน  จนสุดท้ายก็คลอดออกมาเป็น Fic ที่วางโครงเรื่องไว้ว่าจะเขียนเป็นฟิคยาว อ่านแล้วชอบไม่ชอบ อยากให้แก้ไขตรงไหนคอมเม้นท์บอกกันบ้างนะคะ เพื่อเป็นกำลังใจสำหรับการลงฟิคตอนต่อไปค่ะ ^^  ติดตามพูดคุยได้ที่ @taew0728

[OS] Stop Stop it! {Got7-MarkNior}

posted on 27 May 2016 17:50 by visaging in Got7

Title : [OS] Stop Stop it!

Author : Snoww

Paring: MarkNior-Got7

Rate: PG ใสๆ

 

---------------------------------------------------------------

 

เสียงนาฬิกาปลุกที่แผดร้องบาดแก้วหูและแสงสว่างของดวงอาทิตย์ที่ส่องผ่านกระจกบานใสของเช้าวันใหม่ เป็นสิ่งรบกวนที่ผมเกลียดที่สุดในชีวิต!

 

ชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างหงุดหงิดก่อนตวัดผ้าห่มขึ้นคลุมร่างแล้วซุกใบหน้าขาวๆ เข้ากับหมอนหนุนด้วยหวังว่ามันจะช่วยซ่อนตัวเขาจากสิ่งรบกวนของยามเช้า

 

แต่ทว่า...ผมกลับลืมสิ่งรบกวนอีกสิ่งไปเสียสนิท!

 

เสียงฝีเท้าหนักๆ หยุดลงข้างเตียง “ลุกได้แล้ว” ตามมาด้วยประโยคคำพูดที่เน้นน้ำเสียงค่อนไปทางออกคำสั่ง ถึงแม้มันจะฟังดูแผ่วเบา แต่ผลที่ได้กลับทำให้ร่างขาวที่กำลังซุกซ่อนตัวอยู่ในผืนผ้าห่มเด้งตัวลุกขึ้นนั่งแทบทันที โดยไม่ต้องรอให้ผู้มาเยือนเอ่ยประโยคเดิมเป็นครั้งที่สอง  

 

มาร์ค ต้วน คือสิ่งรบกวนที่ปาร์คจินยองเกลียดมากกว่าอะไรทั้งหมด!!!

 

 

.

.

.

 

“เพราะเลือกกินแบบนี้ไงถึงได้ป่วยบ่อย”

 

ประโยคเชิงตำหนิของคนที่นั่งอยู่ด้านข้างช่วยหยุดมือของคนที่กำลังใช้ช้อนเขี่ยแยกอาหารในจาน คิ้วเรียวขดขมวดเข้าหากันจากความหงุดหงิดที่เริ่มก่อตัว “ก็กลิ่นมันแรง” จินยองตอบโดยที่ไม่คิดจะหันสบมองใบหน้าของคนที่เปิดประเด็นเรื่องการกินของเขา “แล้วต้องกินของแบบนี้แต่เช้า” กระเทียมที่ถูกคัดแยกในจานถูกร่างบางใช้ส้อมจิ้มขึ้นมาพร้อมกับเบ้ปากเล็กน้อย “ลมหายใจจะมีแต่กลิ่นกระเทียมทั้งวัน ไม่เอาด้วยหรอก”

 

ริมฝีปากหยักกระตุกยิ้มบางๆ ก่อนใบหน้าคมจะจงใจเลื่อนเข้าใกล้ร่างของคนที่อยู่ด้านข้าง “งั้นหรอ?” คำถามที่ถูกกระซิบข้างใบหูของร่างขาว

 

ลมหายใจอุ่นที่รินรดอยู่บริเวณข้างพวงแก้มทำให้ร่างบางต้องหยุดนิ่งการเคลื่อนไหวของตนเองราวกับเป็นอัมพาต แผ่นหลังของปาร์คจินยองตั้งตรงโดยอัตโนมัติเมื่อยังคงรู้สึกว่าใบหน้าของมาร์คยังไม่ถอยห่างออกจากข้างใบหน้าของเขา “อืม! ใช่” คำตอบที่ถูกเอ่ยอย่างไม่ค่อยเต็มเสียงเท่าไหร่นัก “ถ้าปากว่างมากนักนายก็กินเองเลยสิ” จินยองทำได้เพียงแค่เหล่สายตามองปฏิกิริยาร่างข้างๆ ขณะเลื่อนอาหารกลิ่นฉุนในมือให้คนที่เอาแต่ตั้งประโยคคำถาม

 

“แต่ฉันว่าไม่จริงนะ” คำถามยี่ยวนยังคงถูกกระซิบข้างๆ ใบหูขาว ก่อนที่ข้อมือของร่างบางจะถูกฝ่ามือร้อนจับดึงออกจากเส้นทางกีดขวาง เพื่อที่ใบหน้าหล่อเหลาจะได้เคลื่อนขยับให้อยู่ในระดับสายตาของจินยองแทน

 

ใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ห่างเพียงแค่ลมหายใจกั้นพร้อมกับดวงตากลมโตที่จดจ้องมาอย่างไม่ลดละ ทำให้ริมฝีปากบางต้องขบเม้มเข้าหากันด้วยความประหม่า นัยน์ตาซุกซนของมาร์คเป็นอีกสิ่งที่จินยองขอเพิ่มให้เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่เขาเกลียด “ต้องจริงสิ” แผ่นหลังเล็กเลือกที่จะเอนพิงลงกับพนักเก้าอี้เพื่อหวังว่ามันจะช่วยเว้นช่องว่างเพิ่มความห่างระหว่างร่างของเขาทั้งสอง แต่ทว่าท่อนแขนของอีกคนที่วางพาดไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ทำให้ร่างของจินยองต้องสะดุ้งเบาๆ “ย่าห์! แล้วทำไมต้องจ้องหน้าใกล้ขนาดนี้ด้วย”

 

“ไม่จริง เห็นมั้ย” มาร์คปรับเอียงใบหน้าตัวเองเล็กน้อยขณะกลั้วเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ไม่ยอมที่จะให้ช่องว่างระว่างตัวเขาและจินยองเพิ่มมากขึ้น “แล้วที่ต้องใกล้ก็เพราะ..”

 

ปาร์คจินยองลอบกลืนน้ำลายลงในลำคอเล็กน้อย ดวงตาเรียวสบมองเข้ากับแววตาพราวระยับของคนตรงหน้าอย่างตื่นๆ เมื่อใบหน้าหล่อเหลาดูเหมือนจะค่อยๆ เคลื่อนลดระยะห่างเข้ามาเรื่อยๆ ราวกับจงใจกลั่นแกล้ง ‘หยุด’ ถ้อยคำที่ร่างบางอยากจะตะโกนใส่คนตรงหน้า แต่ทว่ามันกลับติดขัดอยู่ในลำคอของเขาเพียงเท่านั้น “ย- อย่า..”

 

“นายสองคนเล่นอะไรกันแต่เช้า”

 

ร่างบางถอยหายใจออกจากอกเมื่อเสียงจากผู้มาใหม่ช่วยหยุดการเคลื่อนไหวของมาร์ค แต่ทว่ามันไม่สามารถช่วยให้ใบหน้าหล่อเหลานั่นยอมผละถอยห่างออกจากระดับสายตาของจินยองไปได้

 

“เรากำลังถกเถียงเรื่องบางเรื่องกันนิดหน่อย” มาร์คตอบคำถามของบุคคลที่สามโดยที่ไม่ยอมละสายตาออกจากใบหน้าหวานของจินยอง “แต่เด็กบางคนเหมือนจะดื้อ ไม่ยอมเชื่อกันง่ายๆ” ท่อนแขนที่วางพาดอยู่บนพนักเก้าอี้เลือกที่จะขยับวางลงบนหัวไหล่ของร่างบางตรงหน้าแทน “ก็เลยกำลังพิสูจน์ว่าคำตอบของใครถูกต้องมากกว่ากัน”

 

รอยยิ้มกวนๆ ของมาร์คทำให้จินยองพยายามอดกลั้นความขุ่นมัวที่ก่อรวมขึ้นในร่าง ขณะฝังแนวฟันลงบนกลีบปากอิ่มของตนเองจนขึ้นสีแดงช้ำ เมื่อไม่ว่ายังไงชายหนุ่มตรงหน้าดูเหมือนจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างความหงุดหงิดให้กับเขาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด “แล้วไหนละ คำตอบที่ว่านายถูก” และคนอย่างปาร์คจินยองก็ไม่ใช่คนที่จะยอมลงให้กับใครง่ายๆ เหมือนกัน

 

“คำตอบคือ..” มาร์คใช้ท่อนแขนที่พาดโอบดันร่างของคนที่อยู่ในพันธนาการของวงแขนให้ขยับใกล้ “ปาร์ค จินยอง” เสียงทุ้มกระซิบกระซาบคำตอบจนแทบชิดติดริมฝีปากบาง ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่มีเพียงม่านอากาศของลมหายใจกั้นกลางเพียงเท่านั้น

 

ลมหายใจร้อนที่รินรดลงบนใบหน้าเนียนขาวจุดให้พวงแก้มของจินยองขึ้นสีแดงระเรื่อบางๆ นัยน์ตาซุกซนและรอยยิ้มราวกับกลั้นแกล้งของมาร์คกลับกระตุกให้ก้อนเนื้อบนเนินอกข้างซ้ายเต้นรัว “ไม่คิดว่ามันใกล้ไปหรือไง” เบนหลบสายตาพราวระยับคู่นั้นด้วยใบหน้าที่ร้อนผ่าว

 

“ใกล้ขนาดนี้แล้วรู้สึกอะไรมั้ย” ชายหนุ่มยังคงยิงประโยคคำถามให้กับร่างบาง

 

“ม-ไม่เลย ไม่รู้สึกอะไรเลย” คำถามที่เรียกให้ดวงตาเรียวต้องตวัดมองอย่างทันควัน “ไม่รู้สึก!” ตะโกนตอบด้วยสีหน้ามุ่ยพร้อมกับออกแรงผลักร่างอีกคนเพียงเบาๆ “ไม่ ไม่ ไม่ไงเล่า ได้ยินชัดมั้ย”

 

ริมฝีปากหยักกระตุกยิ้มราวกับผู้คว้าชัยชนะ ขณะยอมคลายพันธนาการของวงแขนและขยับร่างถอยห่างออกไปอยู่ในจุดเดิมที่เขาเคยอยู่ก่อนหน้า “งั้นนายก็ไม่ควรที่จะเลือกกิน” นิ้วยาวเคาะลงบนจานอาหารของร่างบาง ก่อนยักคิ้วขึ้นอย่างยียวน เมื่อจินยองดูจะยังคงไม่เข้าใจถึงบทสรุปที่ทำให้ตัวเองต้องพ่ายแพ้

 

“เลิกแกล้งจินยองได้แล้วน่ามาร์ค” ร่างที่ยืนดูสงครามบนโต๊ะอาหารยามเช้าเลือกที่จะเอ่ยขัดขึ้นหลังจากทนนิ่งเงียบเฝ้าสังเกตสถานการณ์มาได้สักพักใหญ่ๆ “อีกอย่างปกติจินยองก็ไม่เคยเลือกกิน” อิมแจบอมก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่เอาแต่นั่งหน้ามุ่ย ขณะระบายยิ้มติดเอ็นดู “แต่เหมือนวันนี้จะมีนัดใช่มั้ย” มือหนาวางลงบนศีรษะกลมของจินยองก่อนขยี้เส้นผมสีดำขลับเบาๆ เพียงเพื่อเรียกรอยยิ้มจากคนตัวเล็ก “นัดสำคัญ”

 

สัมผัสของอิมแจบอมมักอ่อนโยนสำหรับปาร์คจินยองเสมอ และครั้งนี้ก็เช่นกัน “ใช่ฮะ วันนี้ผมมีนัด” ร่างบางตอบรับอย่างสุภาพพร้อมรอยยิ้มน่ารักที่ส่งมอบให้กับพี่ชายร่างสูง “นัดสำคัญ” ประโยคสุดท้ายจินยองเลือกที่จะหันสายตาท้าทายมองกลับไปยังมาร์ค

 

“คนให้ท้ายไอ้เด็กนี่คือนายนี่เอง” มาร์คอดไม่ได้ที่จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชด ขณะเบือนสายตาหนีท่าทางออดอ้อนที่จินยองแสดงออกกับแจบอมด้วยความหงุดหงิด “แล้ว..นัดอะไรที่ว่ามันสำคัญ” ก่อนจะหลุดคำถามออกไปเพราะความอยากรู้

 

“บอกไม่ได้” คำตอบที่ถูกสวนกลับในทันทีส่งผลให้มาร์คตวัดมองกลับมาด้วยสายตาดุๆ และนั่นทำให้จินยองต้องรีบพาตัวเองเข้าไปซ้อนหลบอยู่ด้านหลังพี่ชายร่างสูงแทน “แจบอมฮยองจะไปส่งผมใช่มั้ย” พลางเขย่าแขนร่างสูงเพื่อเรียกร้องคำตอบ

 

“กี่โมงละจินยอง อืม..ถ้าก่อน..”

 

“ฉันไปส่งเอง” การรับอาสาที่ทำให้รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าจินยองหุบลงโดยอัตโนมัติ “และถ้ามันสำคัญตอนนี้นายก็มีแค่สองตัวเลือกคือจะขอบคุณฉัน หรือจะตอบตกลง” พร้อมกับกระตุกยิ้มอย่างผู้มีชัยกลับไปให้ร่างบาง

 

.

.

.

 

ทันทีที่รถยนต์สีดำจอดสนิทบานประตูฝั่งด้านข้างคนขับก็ถูกผลักออกพร้อมกับร่างบางที่รีบก้าวลงไปด้วยความรวดเร็ว

 

“ย่าห์! นี่! จินยอง” มาร์คตะโกนเรียกชื่อร่างที่กำลังก้าวเร็ว

 

จินยองหยุดจังหวะการก้าวเดินก่อนหันร่างมองเจ้าของเสียงทุ้มที่ตะโกนเรียกชื่อของเขา “ฉันไม่ได้ขอให้นายมาส่ง เพราะฉะนั้นอย่าทวงคำขอบคุณจากฉัน” ร่างบางไหวไหล่เบาๆ ขณะเชิดใบหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างเป็นต่อ “แล้วก็ทางใครทางมันได้แล้ว” มือขาวยกขึ้นโบกไล่อีกคนอย่างไม่ใยดี

 

“ไอ้เด็กนี่!” ชายหนุ่มคำรามให้กับแผ่นหลังเล็กที่เคลื่อนห่างออกไปเรื่อยๆ “ถ้าหิมะกัดมือของนายเป็นแผลคราวนี้ฉันก็จะไม่สนใจนายอีกคอยดู”  ถุงมือสีขาวที่จินยองลืมทิ้งไว้ถูกเจ้าของรถหยิบโยนไปยังเบาะหลังด้วยอารมณ์หงุดหงิด

 

เสียงเครื่องยนต์ที่เร่งดังและเสียงยางรถที่เบียดอัดกับพื้นถนนหยุดขาเรียวที่กำลังก้าวเดินให้ต้องหันกลับมามอง “ขับเร็วขนาดนั้นเดี๋ยวก็เสียหลักไถลลงข้างทางอีกหรอก” ดวงตาเรียวมองตามท้ายรถสีดำที่ค่อยๆ กลืนหายไปกับม่านไอเย็นของฤดูหนาวที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณกว้าง อุณหภูมิที่กดต่ำบาดเนื้อผิวจนจินยองต้องสอดมือเย็นเฉียบเอาไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ท จังหวะการก้าวเดินถูกเริ่มขึ้นอีกครั้งอย่างไม่เร่งรีบเหมือนในคราวแรก ก่อนสองเท้าจะพาร่างบางมาหยุดอยู่ในร้าน coffee shop  

 

จินยองกวาดสายตามองหาบุคคลสำคัญของการนัดในครั้งนี้ ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มจนกว้างเมื่อพบคนที่เขากำลังมองหา ก่อนเด็กหนุ่มจะถลาเข้าสวมกอดร่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้จากทางด้านหลัง “คิดถึงที่สุดเลยฮะ” ถ้อยคำออดอ้อนที่ถูกเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาขณะหลบซ่อนใบหน้าที่ขึ้นสีระเรื่อกับแผ่นหลังแสนอบอุ่นตรงหน้า

 

.

.

.

 

“กลับมาแล้วฮะ” เสียงหวานตะโกนดังอย่างเริงร่าขณะผลักบานประตูเข้ามาภายในหอพัก ก่อนจะพบแต่ความมืดและความเงียบที่สะท้อนตอบรับการกลับมาของเขาเพียงเท่านั้น “ยังไม่กลับกันมาอีกหรอ” จินยองบ่นพึมพำขณะถอนลมหายใจออกจากอกเพียงเบาๆ เมื่อพบว่าเหล่าเมมเบอร์ที่อยู่ร่วมห้องต่างยังคงติดงานบ้างก็ติดธุระกันอยู่ข้างนอก

 

อากาศหนาวจัดและห้องที่เงียบสงัดจนแทบได้ยินแต่เสียงลมหายใจตัวเองทำให้จินยองต้องพ่นลมหายใจออกจากอกเฮือกใหญ่อีกครั้ง ห้องนั่งเล่นที่มีเพียงแสงสลัวจากดวงไฟริมถนนที่สาดส่องเข้ามาดึงให้ร่างบางค่อยๆ ก้าวเดินไปอย่างเชืองช้า เมื่อรอยยิ้มยียวนและน้ำเสียงที่ชอบออกคำสั่งของใครบางคนแล่นเข้ามาในความคิด

 

เสียงทุ้มที่เขาเกลียดยิ่งกว่านาฬิกาปลุกยามเช้า...เสียงเดียวที่ทำให้เขายอมตื่น

ใบหน้าดุๆ ยามออกคำสั่งในเรื่องการกิน...คนคนเดียวกับที่ช่วยเขากินอาหารที่ไม่ชอบอยู่เสมอ

รอยยิ้มยียวนแสนกวนประสาท...รอยยิ้มที่เขากำลังต้องการมากที่สุดในเวลานี้

 

จินยองสะบัดศีรษะไล่ภาพใบหน้าใครบางคนออกจากความคิด ก่อนวางถุงกระดาษในมือลงบนโต๊ะพร้อมกับทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวยาว แต่ทว่าร่างที่เพิ่งจะทิ้งตัวลงนั่งกลับต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงหนึ่งเปล่งดังอย่างเจ็บปวดฝ่าความมืดมิดอยู่ใกล้ๆ

 

“โอ้ย!”

 

เสียงทุ้มที่คุ้นหูและท่อนแขนลึกลับที่ตวัดกอดลงมาบนช่วงเอวทำให้ร่างบางดิ้นร่วนด้วยความตกใจ “ค-ใคร ปล่อย!” พร้อมกับมือขาวที่ข่วนจิกลงไปจนสุดแรง

 

“โอ้ย! เจ็บจินยอง ฉันเอง..โอ้ย!!!”

 

ใบหน้าคุ้นตาที่โผล่พ้นจากผืนผ้าห่มที่ปิดคลุมช่วยหยุดร่างบางที่กำลังอาละวาด “ม-มาร์ค..” จินยองเอ่ยเรียกคนที่เขากำลังนั่งทับพร้อมกับผละมือที่กำลังจิกข่วนออกจากท่อนแขนแกร่ง “มาทำอะไรอยู่ตรงนี้เล่า!”

 

ชายหนุ่มยันร่างขึ้นเล็กน้อยพร้อมส่งสายตาที่มีเครื่องหมายคำถามกลับไป “ประโยคนี้ฉันสิต้องเป็นฝ่ายถามนาย” ท่อนแขนแกร่งยังคงเกี่ยวพันธนาการเอวของคนที่นั่งซ้อนทับอยู่บนตัก “ไม่เห็นจริงๆ หรือไงว่ามีคนนอนอยู่ตรงนี้”

 

“ก็ใครใช้ให้นายมานอนอยู่ตรงนี้ละ” ร่างบางเถียงกลับอย่างไม่ยอมรับในความผิดก่อนจะสะบัดใบหน้าหนีดวงตากลมที่จดจ้อง นัยน์ตาที่ยามได้สบมองแล้วทำให้ปาร์คจินยองรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยอยู่บนโลกกลมๆ ที่ไร้แรงดึงดูด

 

“ไปเดทมาสนุกมั้ย” คำถามที่ค้างคาใจชายหนุ่มมาตลอดทั้งวันถูกยิงออกไปให้ร่างบางตรงๆ อาจเพราะความมืดที่รายล้อมอยู่รอบห้องถึงทำให้มาร์คกล้าที่จะเอ่ยถามเพราะหวังว่าจินยองจะไม่ทันได้สังเกตเห็นสีหน้ากระวนกระวายใจของเขาขณะรอยคอยคำตอบ หรืออาจเป็นเพราะภายในอกแกร่งที่มีแต่ความรู้สึกอึดอัดบีบรัดจนทำให้คนใจเย็นอย่างเขาเริ่มรู้สึกไม่อยากอยู่นิ่ง

 

“ไม่ได้…” จินยองหยุดประโยคคำพูดก่อนหันมองใบหน้าของคนที่เอ่ยถามเพื่อประเมินสถานการณ์ข้างหน้าเมื่อคิดว่าอีกคนกำลังจะหาเรื่องกวนประสาทเขาอย่างที่ผ่านมา “แล้วทำไมต้องบอก” เด็กหนุ่มจึงเลือกที่จะยียวนกลับไปก่อนบ้าง

 

“จะบอกหรือไม่บอก” ร่างสูงเอ่ยด้วยน้ำเสียงกดต่ำ

 

“ก็แค่ไม่อยากบอก” คิ้วเรียวยักยั่วอย่างเป็นต่อ “เข้าใจความหมายของคำนี้ใช่มั้ย ไม่บอกน่ะ”

 

“ฉันถาม”

 

“ก็ไม่บอกไงเล่า ทำไม ต-”

 

“ถ้าไม่บอกฉันจะจูบนาย” ใบหน้าหล่อเหลาเลื่อนเข้าใกล้ร่างบางพร้อมคำขู่ ขณะร่างที่ซ้อนทับอยู่บนตักแกร่งเริ่มออกแรงดิ้นขืนแต่ทว่าจินยองก็ไม่อาจพาตัวเองให้หลุดรอดออกไปจากคนแรงเยอะกว่าได้ “จะถามครั้งสุดท้าย และถ้าไม่พูดความจริงนายจะโดนมากกว่าแค่”

 

“ไม่ได้ไปเดท” ร่างบางไม่รอให้อีกคนเอ่ยจนจบประโยค เพราะจินยองรู้ดีว่าในบางครั้งมาร์คก็มักเลือกที่จะลงมือทำมากกว่าการต้องพูดอะไรยาวๆ และสถานการณ์ครั้งนี้ก็ด้วยเช่นกัน “ออมม่า.. วันนี้มีนัดกับออมม่าต่างหาก” เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าเพราะตื่นกลัวกับสายตาดุๆ หรือว่าเขากำลังตื่นกลัวกับร่างแกร่งที่เบียดใกล้มากเกินกว่าในทุกๆ ครั้ง “ในถุงมีของฝากแล้วก็กิมจิที่ออมม่าทำเองอยู่ด้วย...ถ้าฮยองไม่เชื่อ”

 

น้ำเสียงแผ่วเบาที่แทบขาดหายไปในท้ายประโยคเรียกให้รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากหยัก “ไม่เชื่อ”  ก่อนมาร์คจะปรับสีหน้าเป็นนิ่งขรึมเช่นเดิม

 

ดวงตาเรียวเบิกโตขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับความหงุดหงิด “พูดความจริงแล้วก็ไม่เชื่อ ถ้างั้นจะถามทำไม” กำปั้นเล็กทุบลงบนหัวไหล่ของอีกคนอย่างลืมตัว

 

“ฮยอง...คำนี้ต่างหาก” มือหนารวบจับข้อมือขาวของร่างบางเอาไว้ “เรียกด้วยความจริงใจ หรือเรียกเพราะแค่จะเอาใจ” ใบหน้ามุ่ยๆ ของจินยองทำให้มาร์คอดไม่ได้ที่จะหยอกแกล้ง

 

“ฮยองทำแบบนี้ทำไม” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่ว “ทั้งชอบแกล้ง ชอบออกคำสั่ง” ขอบตาเรียวรื้นด้วยม่านน้ำตาบางๆ “หรือเพราะว่าเกลียดผม”

 

“อย่าพูดเองเออเองแบบนั่นสิ ฉันเคยพูดสักคำหรือไงว่าเกลียดนาย” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แม้ภายในอกแกร่งจะสั่นไหวไปกับหยาดน้ำตาที่คลอหน่วงบนดวงตาเรียว

 

“แล้วทำไมต้องทำหน้าดุใส่แทบทุกครั้งด้วย” ระเบิดคำถามที่คาใจพร้อมกับหยดน้ำใสที่ไหลริมอาบแก้ม “ทีกับแบมแบม กับยองแจหรือกับยูคยอม ไม่เห็นฮยองจะ..”

 

“ก็เพราะฉันสนใจแต่แค่นายไง” เรียวนิ้วยาวยกขึ้นเกลี่ยหยดน้ำตาบนพวงแก้มขาวด้วยสัมผัสอ่อนโยน  “เพราะมองแค่นาย สนใจแต่เรื่องของนาย จนในชีวิตจะทำอะไรจะไปไหนก็มีแต่จินยอง ปาร์คจินยอง ล่องลอยอยู่ในหัวสมองเต็มไปหมดตลอด” ก่อนหยุดประโยคด้วยนัยน์ตาหม่น  “แต่ยิ่งเข้าใกล้ นายก็กลับยิ่งถอยห่าง ยิ่งพยายามทำตัวให้อยู่ในสายตาของนายเท่าไหร่ นายก็ยิ่งหันมองไปทางอื่นเสมอ”

 

สีหน้าจริงจังและถ้อยคำที่พร่างพรูออกมาจากริมฝีปากหยักกลับยิ่งทำให้ร่างของจินยองสั่นไหวมากยิ่งขึ้น “ทำบ้าอะไร กำลังจะสารภาพรักอยู่หรือไงถึงได้พูดอะไรแบบนี้ออกมา” ก่อนขบเม้มเรียวปากเพื่อเก็บกั้นเสียงสะอื้นที่เขาไม่สามารถหยุดมันลงได้ง่ายๆ

 

“ถ้ามันเป็นคำสารภาพนายก็จะไม่ยอมรับมันอยู่ดีใช่มั้ยละ” วงแขนแกร่งกระชับกอดร่างที่กำลังสั่นเทา

 

ใบหน้าขาวส่ายไปมาเบาๆ “ทั้งแกล้ง ทั้งขู่ ทำเสียงดุใส่ แล้วยังจะมาให้รับคำสารภาพอีก”

 

ใบหน้าหล่อเหลาสลดลงกับความเป็นจริงที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้  “ขอโทษนะ ที่เอาแต่ใจ” ท่อนแขนแข็งแรงยอมคลอยออกจากเอวของร่างเล็กพร้อมกับลมหายใจที่ถูกพ่นออกจากหน้าอกที่ปวดหนึบ

 

สัมผัสอบอุ่นที่ถูกพรากออกไปทำให้ร่างบางยื่นมือออกไปเพียงเพื่อหวังไขว้คว้ามันกลับมาอีกครั้ง แต่ทว่าเสียงทำนองแร๊พคุ้นหูและเสียงฝีเท้าที่หยุดลงบริเวณหน้าประตูกลับพรากความอบอุ่นที่จินยองโหยหาให้ห่างออกไป บานประตูที่ถูกปลดล็อคและแสงสว่างจากหลอดไฟที่สาดกระจายไปทั่วบริเวณห้อง ทำให้สองร่างที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวต้องขยับตัวเว้นช่องว่างระหว่างกันโดยอัตโนมัติ

 

“โอ๊ะ! มาร์คฮยอง จินยองฮยอง ทำไมนั่งกันทั้งมืดๆ แบบนี้ละฮะ” รองมักเน่ของวงจ้องมองพี่ชายทั้งสองด้วยสายตาสงสัยก่อนก้าวเข้าใกล้คนทั้งคู่  “อย่าบอกนะว่า..” แบมแบมทำหน้าหวาดๆ ขณะเอ่ยประโยคต่อไปอย่างไม่ค่อยเต็มเสียง เมื่อปลายจมูกของจินยองขึ้นสีแดงอย่างสังเกตเห็นได้ชัด “โดนมาร์คฮยองดุเอาอีกแล้ว”

 

“ม-ไม่ใช่แบบนั้นนะ” จินยองปฏิเสธการคาดเดาของรองมักเน่ด้วยดวงตาที่ยังอิงสีแดงช้ำ “ที่หน้าเป็นแบบนี้ก็เพราะคิดถึงออมม่า วันนี้ไปเจอออมม่ามา แล้วพอกลับมาก็เลย”

 

“ฉันต่างหากที่กำลังร้องไห้” เสียงทุ้มเอ่ยขัดขึ้น “เจ็บ..จนอยากจะร้องไห้” ก่อนผุดร่างลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง

 

ถ้อยคำที่ทำให้รองมักเน่ต้องกวาดสายตามองร่างตรงหน้า ก่อนเบิกดวงตาจนโตอย่างตื่นตระหนก “ฮยองไปโดนอะไรมา!” แบมแบมประคองท่อนแขนของคนเป็นพี่ขึ้นพร้อมสีหน้าเหยเก “โดนอะไรมา ทำไมแขนถึงได้มีแต่รอยข่วนเต็มไปหมดแบบนี้ แล้วมีเลือด เ-ลือดออกด้วย” เด็กหนุ่มผละร่างถอยออกทันที “ถ้ามีเลือดผมขอผ่าน ฮยองทำแผลเองนะ”

 

“นายนั่นแหละ” มาร์คตวาดวงแขนล็อคลงบนคอของแบมแบม ก่อนลากดึงร่างรองมักเน่หายเข้าไปในห้อง โดยทิ้งอีกร่างเอาไว้ตรงโซฟาเพียงลำพัง

 

“ใครกันแน่ที่พูดเองเออเอง” จินยองบ่นไล่หลังบานประตูห้องที่ถูกปิดสนิท

 

 

.

.

.

 

“น๊าฮยอง..” เรียวแขนขาวถูกรองมักเน่ของวงเกี่ยวล็อคพร้อมกับเอาใบหน้าถูไถอย่างออดอ้อน “ก็ไม่ใช่ว่าจะทำแผลให้มาร์คฮยองไม่ได้ แต่มาร์คฮยองนะสิเอาแต่นั่งเงียบ หน้างี้นิ่งมากจนรู้สึกว่าเหมือนมีรังสีอัมหิตแผ่กระจายอยู่รอบร่างยังไงอย่างนั้น”

 

“นายก็เลยเลือกที่จะให้ฉันต้องพลีชีพโดนระเบิดแทนนายอย่างนั้นสิ” จินยองลอบถอนลมหายใจขณะรับฟังเรื่องราวของอีกคนจากแบมแบม แม้ว่าในความเป็นจริงเขาแทบอยากจะพุ่งไปดูอาการของมาร์คตั้งแต่ประโยคแรกที่มักเน่เอ่ยออกมาเสียด้วยซ้ำ

 

“ก็ฮยองเป็นคนเดียวที่มาร์คฮยองไม่เคยลงไม้ลงมือหรือแม้กระทั้งจะใช้นิ้วตีไม่ใช่หรือไง” เด็กหนุ่มยู่หน้าอย่างงอนๆ “ผมนะทั้งโดนเขกหัว กระโดดเตะ ตีมือเป็นประจำเลย” พลางสั่นหัวด้วยสีหน้าสยดสยอง “จินยองฮยองนั่นแหละเหมาะสุดแล้ว เพราะอย่างมากมาร์คฮยองก็แค่ทำหน้าดุกับเสียงเข้มใส่เท่านั้นเอง” กล่องปฐมพยาบาลถูกหยิบยัดลงบนมือของบาง “ฝากด้วยนะฮะ ผมต้องเอาของไปให้เฮียแจ๊คสันที่สตูดิโอถึงได้กลับมา แต่ตอนนี้ผมต้องรีบไปแล้ว” แบมแบมตบไหล่พี่ชายหน้าหวานอย่างให้กำลังใจเบาๆ “ผมเชื่อว่าฮยองจะต้องมีชีวิตรอดฮะ!” กล่าวประโยคที่เหมือนจะให้กำลังใจก่อนจะวิ่งถลาไปยังหน้าประตูห้องด้วยความเร็วแสง ทิ้งภาระทั้งหมดไว้ให้ปาร์คจินยองแต่เพียงผู้เดียว

 

จินยองหยุดร่างลงหน้าประตูห้องอย่างลังเล ก่อนสูดลมหายใจเข้าปอดขณะเอื้อมมือเคาะขออนุญาตเจ้าของห้อง “ขอเข้าไปได้มั้ย” ความเงียบที่สะท้อนกลับมาทำให้ร่างบางนิ่งเงียบรออยู่พักใหญ่ก่อนตัดสินใจถือวิสาสะเปิดประตูห้องเข้าไป แสงสลัวจากโคมไฟตั้งพื้นที่อยู่มุมห้องและร่างที่ยังคงนั่งเงียบบนเตียงดึงให้เด็กหนุ่มก้าวเข้าหาอย่างเชืองช้า กล่องปฐมพยาบาลถูกวางลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง “ขอดูแผลที่แขนหน่อยได้มั้ยฮะ” เอ่ยทำลายความเงียบที่อยู่ในชั้นบรรยากาศ

 

ชายหนุ่มยืนแขนให้อีกคนตามคำขอ “มันจะเป็นรอยแผลเป็นมั้ย”

 

“น่าจะไม่” สำลีที่โชกชุ่มไปด้วยแอลกอฮอล์ถูกแตะเช็ดหยดน้ำสีแดงที่ผุดซึมอย่างเบามือ “เล็บผมไม่ได้คมขนาดที่จะข่วนลงไปได้ลึกจนทำให้เกิดรอยแผลเป็นได้สักหน่อย” จินยองลอบมองใบหน้าหล่อเหลาที่เรียบเฉย ก่อนผลุบสายตาลงต่ำเมื่อเริ่มรู้สึกถึงความร้อนที่อิงในขอบตาเรียว “เจ็บหรือเปล่า”

 

ดวงตากลมทอดมองร่องรอยขีดข่วนบนท่อนแขนพร้อมกับหัวเราะให้กับตัวเองเบาๆ “ยังเจ็บไม่เท่าที่ตรงนี้เจ็บเลยด้วยซ้ำ” มือของจินยองถูกฝ่ามือหนารวบจับเอาไว้ก่อนวางลงบนเนินอกแกร่งข้างซ้าย “ไม่มีบาดแผล ไม่มีรอยเลือด แต่ทำไมมันเหมือนว่าฉันกำลังจะตาย” เพียงแค่ความห่วงใยเล็กน้อยที่ร่างบางมีให้ แค่นี้ก็สามารถทำให้จังหวะหัวใจที่กำลังจะหยุดเต้นกระตุกขึ้นได้อีกครั้ง

 

“แต่ก็ยังไม่ตาย” มือบางจิกกำเสื้อของอีกคนจนยับยู่ ก่อนใช้มืออีกข้างทุบลงบนแผ่นอกแกร่งอย่างไม่ออมแรง “เพราะถ้าแค่นี้ใจเสาะอยากตาย ฮยองก็คงพลาดโอกาสที่จะได้ฟังคำตอบรับจากผม”

 

กำปั้นที่ยังกระหน่ำทุบลงมาทำให้มาร์คจุกจนแทบพูดไม่ออก “ด-เดี๋ยว! เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ” ก่อนตัดสินใจรวบร่างอีกคนเอาไว้ในวงแขนแข็งแรง ใบหน้าที่เหมือนกำลังจะตายเมื่อครู่ระบายยิ้มจนเต็มแก้ม

 

“สรุปยังจะตายอีกมั้ย” ร่างบางย้ำคำถามด้วยพวงแก้มที่ขึ้นสีระเรื่อ “แล้วพูดตอนไหนว่าจะไม่รับรัก”

 

“แล้วใครละที่ส่ายหน้าปฏิเสธ” มาร์คย้อนเรื่องราวก่อนหน้าด้วยสีหน้างอนๆ ที่น้อยคนนักจะได้เห็น

 

“ทั้งแกล้ง ทั้งขู่ ทำเสียงดุใส่ แล้วยังจะมาให้รับคำสารภาพอีก” ร่างบางทวนถ้อยคำที่เคยพูดก่อนหน้าให้ชายหนุ่มฟังอีกครั้ง “ฮยองรู้มั้ยว่าฮยองน่ะโคตรเผด็จการเลย” ดวงตาเรียวช้อนมองใบหน้าหล่อเหลาด้วยรอยยิ้มยั่ว เมื่อเห็นว่าอีกคนรอฟังประโยคต่อไปจากเขาจนแทบลืมหายใจ “แล้วผมก็ดันตกหลุมรักจอมเผด็จการ..”

 

ริมฝีปากหยักที่แตะจูบลงไปบนกลีบปากอวบอิ่มถึงแม้จะรวดเร็วแต่ทว่าร่างบางก็สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยน สัมผัสที่ทำให้จินยองหลงลืมประโยคคำพูดต่อไปจนหมดสิ้น  “ฮยองทำแบบนี้ไม่ได้นะ!”

 

“ก็ไม่ชอบพูดมากนี่น่า”

 

“ฮยองพูดที่ไหนกัน ผมต่างหากที่กำลังพูดอยู่แล้ว...อื้อ!”

 

 

.

.

.

 

“ฮัลโหล...ฮะเฮียแจ๊คสัน” รองมักเน่กระซิบกระซาบเรียกชื่อทางปลายสายขณะก้าวถอยออกมาจากบานประตูห้องด้วยความระมัดระวัง “มิชชั่นที่เฮียให้ผมทำสำเร็จไปได้อย่างดูดดื่ม เอ้ย! ไม่ใช่ฮะ ผมหมายถึงสำเร็จไปได้โดยแฮปปื้แอนด์ดิ้งฮะ” ก่อนรายงานสถานการณ์ภายในห้องให้เฮียสุดที่รักฟังจนหมดเปลือก “สรุปว่าเฮียจะให้ผมเอาเสื้อผ้าของเฮียไปให้กี่ชุด เพราะผมว่าเฮียคงต้องนอนอยู่สตูดิโอยาวอีกหลายวันแน่นอนเลยนะฮะ”

 

 

.

.

.

 

END.


Note : สารภาพว่าห่างหายการเขียน fic ไปนานโข และเป็นเรื่องแรกคู่แรกที่ได้มีโอกาสเขียนของวงนี้ เป็น fic ที่ไม่มีการวางพล็อตใดๆ จึงต้องอภัยมา ณ ที่นี้ด้วยหากสำนวนจะติดขัด เนื้อหาอาจไม่สมบูรณ์ หรือบทบรรยายเรื่องลักษณะของตัวละครอาจมีผิดพลาดและผิดเพี้ยนไปบ้าง ขอบคุณทุกท่านที่สนใจคลิกเข้ามาอ่าน ขอบคุณหลายคนที่เมนชั่นมาให้กำลังใจในทวิตว่าอยากอ่านต่อ สุดท้ายอ่านแล้วชอบหรือไม่ชอบใดๆ ก็เมนชั่นหรือคอมเม้นท์บอกกันบ้างนะคะ แต้วจะได้นำไปปรับปรุง ติดตามพูดคุยได้ที่  Twitter @taew0728

[OS-????] Khunwoo

posted on 18 Oct 2013 17:24 by visaging in SF

Title : OS-????

Auther : Snoww

Paring : Khunwoo

Rate : ????



-----------------------------------



แทบจะกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้วที่ร่างสูงจะต้องขับรถมาจอดรอรับน้องชาย ‘ต่างสายเลือด’ ที่มหาลัยทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ และคนตัวเล็กก็ดูเหมือนจะรู้หน้าที่ของตัวเองดีเช่นกัน เพราะนิชคุณเพิ่งจะดับเครื่องยนต์ลงไปได้ไม่ถึงห้าวินาที เด็กแก้มกลม ผิวขาว ดวงตาเรียวก็วิ่งปรี่ตรงมาเปิดประตูขึ้นนั่งฝั่งด้านข้างคนขับทันที


จางอูยองของเขายังคงน่ารักไม่เปลี่ยนแปลง แก้มป่องๆ นั่นขึ้นสีระเรื่ออมชมพูเล็กน้อย ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปหยิกเล่นเบาๆ ส่วนผลตอบรับที่ได้กลับมาเป็นปฏิกิริยายู่ปาก ส่งสายตาค้อนๆ


ในความรู้สึกของนิชคุณมัน...น่ารักน่าชังเกินบรรยาย


“รีบวิ่งมาทำไมครับ” เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า ช่วงเวลาที่เรียกว่าเป็นวันศุกร์ที่สุขสุดๆ สำหรับเขา ช่วงเวลาที่จะได้อยู่กับคนที่เขารัก หรือเรียกว่าแอบรักดีละ เพราะนิชคุณไม่เคยบอกความรู้สึกนี้ให้กับอีกคนได้รับรู้


ไม่กล้า.. ไม่กล้าเพราะสถานะคำว่าพี่ชายที่ค้ำคออยู่ ทำให้ความรู้สึกที่มีต่อคนตัวเล็ก ต้องถูกซ่อนเอาไว้เป็นความลับ

ความลับ.. ที่อยู่ลึกๆ ภายในอกด้านซ้ายตลอดมา


“ผมอยากกินไอศครีม” อูยองเอ่ยบอกโชว์เฟอร์หน้าหล่อด้วยน้ำเสียงสดใส


สิ้นเสียงหวานที่ออกคำสั่ง ใบหน้าหล่อเหลาก็พยักขึ้นลงเป็นการตอบรับคำบัญชา แม้จะรู้สึกน้อยใจในคำตอบของอูยองอยู่บ้างก็ตามที ที่แท้ก็รีบวิ่งมาเพราะอยากให้เขาพาไปกินไอศครีมสินะ หลงเข้าข้างตัวเองอีกแล้วว่าคนตัวเล็กรีบวิ่งมาเพราะคิดถึงเขาเหมือนกัน


“อย่างเดียวเหรอครับ” นิชคุณหันไปถามคนที่บอกความต้องการของตัวเองเสร็จก็ก้มหน้าก้มตาให้ความสนใจกับมือถือเครื่องเล็กในมือ คิ้วเข้มของร่างสูงขมวดเข้าหากันทันทีที่ริมฝีปากแดงคลี่ยิ้มน่ารักให้กับหน้าจอโทรศัพท์


“งั้นร้านเดิมนะครับ” ชายหนุ่มพยายามชวนอูยองคุย เพื่อหวังให้การเดินทางครั้งนี้ไม่เงียบเชียบจนเกินไป


“...คิกๆ”


ร่างสูงถอนหายใจเบา เมื่อนอกจากประโยคคำถามของเขาจะไม่ได้รับความสนใจจากร่างบางด้านข้างแล้ว ใบหน้าขาวๆ ของจางอูยองยังแทบไม่เงยขึ้นหันมามองเขาอีกเลยด้วยซ้ำ


ลืมไปหรือเปล่าว่านิชคุณนั่งอยู่ตรงนี้…

...ทำได้แค่คิดและตะโกนกราดเกรี้ยวอยู่ในภายในใจ


.

.

.


“คิก..”


เสียงหัวเราะคิกคักดังสลับกับเสียงช้อนที่กระทบเข้ากับถ้วยไอศครีมใบใส จางอูยองยังคงนั่งจดจ้องอยู่แต่กับหน้าจอโทรศัพท์เครื่องเดิม ในขณะที่มืออีกข้างค่อยๆ ตักของหวานเย็นเฉียบในถ้วยเข้าปากอย่างต่อเนื่อง


ส่วนนิชคุณก็ยังคงเป็นบุคคลผู้ถูกลืมอยู่เหมือนเดิม…


ร่างสูงละสายตาออกจากใบหน้าน่ารักของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม เปล่าเขาไม่ได้เบื่อ หรือโมโหที่ถูกคนตัวเล็กทำเมิน ก็แค่กำลังรู้สึก...น้อยใจ  น้อยใจที่ทุกวันนี้นิชคุณเปรียบเสมือนหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนโปรแกรมให้มีหน้าที่ทำตามคำสั่งของอูยองเท่านั้น แต่จะโทษใครได้ในเมื่อตัวเขาเองก็เต็มใจ


“พี่คุณฮะ”


ใบหน้าหล่อเหล่าหันตามเสียงหวานที่ร้องเรียกเขาในทันที แต่ทว่าคนเอ่ยเรียกกลับเอาแต่นั่งก้มหน้าจดจ้องอยู่แต่กับเจ้าโทรศัพท์ในมือ ถึงอย่างนั้นร่างสูงก็ยังนิ่งเงียบรอคอยประโยคต่อไปอย่างใจเย็น


“พรุ่งนี้พี่คุณต้องทำงานหรือเปล่าฮะ”


“ไม่ครับ พรุ่งนี้เป็นวันหยุด”


“งั้นคืนนี้พี่คุณค้างที่บ้านผมนะฮะ”


“...” ร่างสูงเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจพร้อมกับริมฝีปากที่คลี่ยิ้มออกจนเรียกว่าฉีกกว้างมากที่สุด


มีเพียงความเงียบที่ตอบรับคำถามของอูยองกลับมา และคงเป็นครั้งแรกที่ความเงียบสามารถทำให้ใบหน้าขาวยอมที่จะเงยมองตัวตนของร่างสูง “ไม่ได้เหรอฮะพี่คุณ” เสียงเล็กถามย้ำอย่างอ้อนๆ ส่วนสายตาที่ทอดมองก็ดูเว้าวอนจนน่าสงสาร


“ทำไมถึงต้องให้พี่ค้างละครับ” เอ่ยถามออกไปเพื่อวางฟอร์มอย่างนั่นแหละ ใจจริงแล้วนิชคุณแทบจะตอบตกลงในทันทีเสียด้วยซ้ำ แต่ที่มัวอ้ำอึ่งไม่ได้ตอบออกไปก็เพราะมัวแต่ระงับอาการดีใจเอาไว้อยู่ และถ้าจางอูยองสังเกตก็คงจะเห็นว่านิชคุณกำลังจิกกำขากางเกงตัวเองเสียจนเนื้อผ้าแทบขาดติดมือ


“พี่มินจุนบอกว่าวันนี้จะไม่กลับบ้าน” ร่างบางเอ่ยเสียงอ่อย “ผมไม่อยากต้องอยู่บ้านคนเดียว มันน่ากลัว”


“หมอนั่นไม่เห็นบอกพี่ให้รู้เลย” น้ำเสียงที่ถามกลับราบเรียบผิดกับจังหวะหัวใจที่เต้นรัวแรงจนกลัวว่ามันจะระเบิดออกมานอกอก


“แล้วพี่คุณอยู่เป็นเพื่อนผมได้หรือเปล่าฮะ”


ชายหนุ่มระบายยิ้มบางๆ แม้จะรู้สึกปวดใจที่ตัวเองมีความสำคัญกับร่างเล็กได้แค่นี้ก็ตามที แต่ถึงอย่างนั้นนิชคุณก็ยอม ยอมเพียงแค่ให้มีโอกาสได้ขยับตัวเข้าไปใกล้อูยองอีกสักนิด


อาการนิ่งเงียบของคนพี่ทำให้อูยองได้แต่ก้มหน้ารอคำตอบรับนิ่งๆ ก่อนสัมผัสเบาๆ ที่แตะซับลงมาบนมุมปากจะดึงให้ใบหน้าหวานช้อนมองการกระทำของร่างสูงด้วยนัยน์ตาสงสัย


“ขนาดแค่กินไอศครีมยังเลอะปากเลย แล้วพี่จะปล่อยให้อูยองอยู่บ้านคนเดียวได้ยังไงกันครับ” ชายหนุ่มบรรจงใช้ผ้าเช็ดหน้าเพื่อแตะซับคราบไอศครีมออกจากมุมปากเล็กให้อย่างอ่อนโยน


“ผมรักพี่คุณที่สุดเลยฮะ” อูยองดึงมือที่กำลังซับเช็ดริมฝีปากของเขาขึ้นแนบกับพวงแก้มพร้อมฉีกยิ้มอย่างดีใจ


แล้วคุณคิดว่านิชคุณจะทำยังไงกับรอยยิ้มพิฆาตนี่ดีละ “ไม่ต้องมาอ้อนเลยนะ” สุดท้ายชายหนุ่มก็ทำได้เพียงแค่ใช้มืออีกข้างหยิกผิวแก้มนุ่มนิ่มนั่นแทน


ส่วนสิ่งที่อยากทำใจจะขาด ขอเก็บเอาไว้สำหรับคนนี้ละกัน...


.

.

.


“ไม่เห็นต้องให้พี่มาค้างด้วยเลย” โซฟาที่ว่างด้านข้างคนตัวเล็กถูกร่างสูงหย่อนตัวลงนั่ง “ความจริงอูยองก็แค่นั่งเล่นมือถือไปจนถึงเช้าก็ได้นี่น่า” ประโยคที่ชายหนุ่มจงใจเอ่ยเพื่อประชดประชัน เพราะสุดท้ายอูยองก็ยังมุ่งความสนใจอยู่แต่กับโทรศัพท์คู่ใจอยู่ดี


“ไม่เหมือนกันนี่ฮะ..” นิ้วเล็กๆ ยังไม่ยอมหยุดกดแป้นพิมพ์ในโปรแกรมแชทของโทรศัพท์ ส่วนใบหน้าและสายตาก็ยังคงไม่ละออก เพื่อหันมองร่างของคนที่กำลังเสวนาด้วยเช่นเดิม


“แฟนเหรอ?” แขนแกร่งสอดประสานกอดเอาไว้ระหว่างอกขณะกลั้นหายใจรอฟังคำตอบที่เพิ่งพลั้งปากเอ่ยถามไป ความจริงนิชคุณก็ไม่ได้อยากจะทำตัวเสียมารยาทละลาบละล้วงอยากรู้ให้ต้องปวดใจมากนักหรอก แต่มันอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าอูยองกำลังแชทคุยอยู่กับใครอย่างอารมณ์ดีตั้งนานสองนาน


“ฮะ..” เสียงเล็กที่ตอบกลับมาเพียงสั้นๆ ทำให้ร่างสูงต้องนั่งตัวตรงเกร็งโดยอัตโนมัติ “แฟน..”


จู่ๆ ใบหน้าร่างสูงก็รู้สึกร้อนผ่าว ร่างทั้งร่างชาวาบราวกับยืนอยู่ท่ามกลางพายุหิมะเย็นเยือก “พี่ง่วงแล้ว” นิชคุณลุกออกจากที่นั่ง ก่อนก้าวตรงไปยังประตูห้องพร้อมความหงุดหงิดที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นภายในใจ


เสียงบานประตูที่ปิดลงดึงให้ใบหน้าขาวละสายตาจากหน้าจอมือถือ “อ้าวพี่คุณ..ยังพูดไม่ทันจบเลย เป็นอะไรของเขานะ” พร้อมกับยกมือขึ้นเกาศีรษะด้วยความงุนงง


.

.


สาเหตุเพราะนอนผิดที่เลยทำให้ร่างสูงไม่สามารถข่มตาหลับลงได้นั่นก็แค่ส่วนหนึ่ง แต่ดูเหมือนจะเป็นผลกระทบที่น้อยนิดเมื่อเทียบกับคำตอบของจางอูยองเมื่อช่วงหัวค่ำ เพราะเลือกรับบทเป็นพี่ชายที่แสนดี สุดท้ายถึงได้ต้องกลายเป็นเพียงแค่พี่ชายจริงๆ  ร่างหนาถอนลมหายใจออกเบาๆ ขณะพลิกร่างนอนตะแคงหันหน้าเข้าหาผนังห้อง ชายหนุ่มพยายามบังคับเปลือกตาให้ปิดลง ปล่อยความคิดที่หนักอึ้งลอยไปกับกระแสความเงียบของรัตติกาล…


ลมหายใจร้อน และบางอย่างที่ซุกแนบอยู่ตรงแผ่นหลังปลุกให้สติที่กำลังดำดิ่งอยู่ในห้วงนิทรารู้สึกตัวขึ้น นิชคุณค่อยๆ พลิกร่างตัวเองเพื่อหันมองต้นเหตุที่บังอาจทำลายความฝันอันแสนสุขของเขา และแล้วดวงตากลมก็ต้องเบิกโพลงในความมืด เมื่อชายหนุ่มพบว่าต้นเหตุคือคนที่กำลังอยู่ในความฝันของเขาเมื่อครู่


“อูยอง” เสียงทุ้มกระซิบเรียกคนที่ถือวิสาสะแอบเข้ามานอนอยู่บนเตียงเดียวกันกับเขา จะว่าเจ้าเด็กแก้มกลมนี่เข้าห้องผิดก็ไม่จะใช่ เพราะห้องรับแขกที่เขานอนนั้นอยู่ละฝากกับห้องนอนของคนตัวเล็กนี่ด้วยซ้ำ เพียงแค่ชายหนุ่มขยับตัวจะลุก ท่อนแขนเล็กๆ ก็วางพาดลงมาบนเอวหนาก่อนจะสมทบตามด้วยขาเรียว ทั้งแขนและขาของอูยองจึงกดให้ร่างสูงต้องเอนตัวลงกับที่นอนอย่างเดิม


ถ้าร่างของนิชคุณจะถูกรบกวนยามวิกาลแค่นี้ก็คงจะดี แต่คนตัวเล็กที่กำลังหลับพริ้มกลับค่อยๆ ซุกหน้าและปลายจมูกลงมากับแผ่นอกของเขานี่นะสิ!


คงไม่ต้องบอกหรอกว่าตอนนี้จังหวะหัวใจของนิชคุณเต้นถี่รัวแค่ไหน ร่างสูงภาวนาขอแค่อย่างเดียว เขาหวังว่าเสียงที่กำลังดังก้องในอกจะไม่ไปปลุกให้จางอูยองต้องลืมตาตื่นขึ้นมาตอนนี้ อย่างน้อยช่วยยืดเวลาความสุขให้กับเขาต่ออีกสักนิดก็ยังดี


นิ้วยาวไล้ลูบสัมผัสแผ่วเบาที่พวงแก้มขาว ท่ามกลางความมืดและแสงจันทร์ที่ลอดผ่านผ้าม่านนิชคุณคิดว่าเขาเห็นคนตัวเล็กยิ้มรับกับสัมผัสของเขา “ไม่น่าเป็นไปได้” เสียงทุ้มพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางโน้มใบหน้าลงเพ่งมองสีหน้าของอูยองใกล้ๆ ใกล้เสียจนได้กลิ่นหอมของวนิลาลอยปะทะกับเข้ากับจมูกโด่งจนเด่นชัด


แล้วถ้าใกล้กว่านี่อีกนิดหนึ่งละ…


“อื้อ..” เสียงเล็กที่ครางท้วงทำให้ใบหน้าหล่อเหล่ารีบผละสัมผัสที่กำลังฉวยโอกาสออก นิชคุณพ่นลมหายใจด้วยความโล่งออกเบาๆ เมื่อเพียงแค่คิดว่าอยากจะสูดกลิ่นหอมหวานของวนิลาใกล้ๆ กลับกลายเป็นว่าเขาไม่อาจหยุดความต้องการเอาไว้ที่พวงแก้มเนียนนุ่มแค่ที่เดียวได้


“หยุดทำไมละฮะ”


“เอ่อ..ข..ขอโทษนะอูยอง..” คำถามที่ถูกเอ่ยโดยคนที่เขาคิดว่ากำลังหลับสนิท ทำให้ร่างสูงรีบละล่ำบอกคนตัวเล็กด้วยความรู้สึกผิดที่ฉวยโอกาสทำตามอำเภอใจ


“ขอโทษทำไมกันฮะ” ใบหน้าขาวค่อยๆ ช้อนมองร่างสูง ดวงตาเรียวแฝงไว้ด้วยประกายวูบไหว


“ก็ขอโทษที่พี่ทำแบบนั้นกับอูยอง พี่..”


“พี่คุณกำลังจะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจงั้นเหรอฮะ”


“พี่..” ร่างสูงอ้ำอึ้งกับคำถามของร่างบาง ตั้งใจสิ...ถ้าตอบออกไปแบบนั้นนิชคุณจะโดนอูยองเกลียดหรือเปล่า


“ที่พี่คุณหอมแก้ม แล้วก็เกือบจะ..” อูยองยกปลายนิ้วแตะสัมผัสที่ริมฝีปากตัวเอง “พี่ตั้งใจทำมันหรือเปล่า”


ร่างสูงยันตัวลุกขึ้นนั่ง “พี่ขอโทษ..พี่ไม่ได้ตั้งใจ” เขาก็แค่ยังไม่อยากโดนอูยองเกลียด สุดท้ายจึงเลือกที่จะพูดโกหก


“งั้นเหรอฮะ” ร่างบางผุดตัวขึ้นจากที่นอนเพื่อก้าวลงจากเตียง แต่ยังไม่ทันที่ขาเล็กที่จะย่างเท้า มือหนาก็คว้ารั้งร่างของเขาไว้


“อูยองจะไปไหนครับ”


“กลับไปห้องฮะ กลับไปที่ที่ผมควรจะอยู่ตั้งแต่แรก”


“อีกเดี๋ยวเดียวก็เช้าแล้ว นอนที่นี่เถอะ”


“ถ้าผมถามพี่ด้วยคำถามเดิมอีกครั้ง ว่าพี่ทำแบบนั้นกับผมเพราะตั้งใจหรือเปล่า พี่จะตอบผมเหมือนเดิมมั้ยฮะ”


“อูยอง” แผ่นหลังบางที่ไหวสั่นเบาๆ ทำให้ร่างสูงรู้สึกกังวลจนไม่อาจปล่อยมือออกจากแขนเล็ก และเพียงแค่ใบหน้าขาวหันกลับมาพร้อมหยาดน้ำตาที่ร่วงหล่นลงบนพวงแก้ม ยิ่งเหมือนเครื่องหมายตอกย้ำความผิดที่ชายหนุ่มเพิ่งกระทำลงไป


“ผมรอฟังอยู่” อูยองเอ่ยพร้อมน้ำเสียงสะอื้น


“พี่ตั้งใจ..ที่พี่หอมแก้ม ที่พี่ฉวยโอกาสทำแบบนั้นกับอูยองพี่ตั้งใจทำ” นิชคุณสูดลมหายใจเข้าในร่างเพื่อตั้งรับกับผลตอบกลับจากการกระทำของตัวเอง เพราะอูยองอาจตบหน้าเขาสักฉาด หรือปล่อยหมัดฮุกเข้าที่เบ้าตาเขาสักทีก็เป็นได้


แต่จางอูยองมักจะมีวิธีตอบกลับที่เหนือความคาดหมายเสมอ…


ร่างคนตัวเล็กถลาเข้าสู่อ้อมอกของร่างสูงในทันที “แล้วพี่โกหกผมทำไม พี่พูดแบบนั้นทำไม พี่พูดทำไมว่าพี่ไม่ได้ตั้งใจ” กำปั้นเล็ก ทุบที่อกแกร่งเบาๆ


“พี่กลัวอูยองจะเกลียดพี่ ถ้ารู้ความจริง” วงแขนแกร่งโอบสัมผัสเพื่อปลอบโยน


“ทำไมผมต้องเกลียดพี่คุณด้วย”


“ก็เพราะรู้ทั้งรู้ว่าอูยองมีแฟนแล้ว แต่พี่ยังจะทำแบบนั้นกับอูยองอีก”


“แฟน..ใครฮะแฟนผม” ตาเรียวที่ยังเคลือบด้วยม่านน้ำตาช้อนมองใบหน้าหล่อเหล่า “ผมยังไม่มีแฟนสักหน่อย”

นิชคุณเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ “ก็อูยองบอกพี่เองนะ”


“ผมไม่ได้บอกนะ” เอ่ยเถียงด้วยน้ำเสียงอู้อี้ “จะมีได้ยังไงในเมื่อผมรักพี่คุณแค่คนเดียว”


“ก็เมื่อตอนหัวค่ำที่พี่ถามว่า..” ร่างสูงหยุดประโยคลงพร้อมสีหน้าตื่นๆ “อะไรนะ! เมื่อกี้อูยองพูดว่าอะไรนะ รักพี่ อูยองรักพี่คุณใช่มั้ย!”


“นอกจากทำให้ผมต้องร้องไห้แล้ว ยังหูไม่ดีอีกหรือไงฮะพี่คุณ”
 
.
 
.

 

note : สารภาพว่าหาจุดจบให้ฟิคที่ไร้สาระเรื่องนี้ไม่ได้ค่ะ ><
[Pre-Order] WooStinY's 1st Photobook
“Lovesick”& 2014 Calendar were produced.
 
 

 
โอนเงินตั้งแต่วันนี้ - 25  ตุลาคม  2556
(สินค้าถูกจัดส่งจากเกาหลีประมาณสัปดาห์แรกของเดือนธันวาคม 2556)
**และหลังจากของถึงไทย แต้วจะจัดส่งให้ในอาทิตย์ถัดไปค่ะ
 
 
 
 
-Photobook  ขนาด B5 จำนวน 160 หน้า (กระดาษอาร์ตด้านพิมพ์สีทั้งหมด มีรูปที่เคยเปิดเผยและไม่เคยเปิดเผย)
-ปฏิทิน ขนาด 290*190  แบบตั้งโต๊ะ จำนวน 16 หน้า (กระดาษอาร์ตด้านพิมพ์สีทั้งหมด มีรูปที่เคยเปิดเผยและไม่เคยเปิดเผย)
 
 
ของแถม Photobook เล่มเล็กขนาด B5 จำนวน 32 หน้า/โปสการ์ด 2 ใบ /การ์ดรูปใบเล็ก&สติ๊กเกอร์ป้องกันรังสี
 
 
***ของแถมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้***
 

 
รายละเอียดราคา
1.Set [Photobook&Calendar] ราคา 2,300 บาท (ราคารวมค่าจัดส่งแบบลงทะเบียนแล้ว)
 
 
รายละเอียดการสั่งจอง
1.เมล์สั่งจองสินค้าในหัวข้อ "Pre-Oder WooStinY"
2.ส่งรายละเอียดมาที่ E-mail : visaging69@gmail.com (เมล์นี้เมล์เดียวเท่านั้นนะคะ)
3.รอ E-mail ตอบกลับพร้อมรหัสการสั่งจอง และรายละเอียดการโอนเงิน


สามารถใช้แบบฟอร์มการสั่งจองได้ที่นี่ค่ะ
1. ชื่อ-สกุล :
2. ชื่อเล่น/ชื่อที่ต้องการให้แสดงหน้าเวป :
 
-Set [Photobook&Calendar] จำนวน :

3. ที่อยู่ในการจัดส่ง :
4. เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ :
5. Twitter (ถ้ามี) :

 
Ps:กรณีสินค้าโดนภาษีจะมีการเรียกเก็บค่าภาษีเพิ่ม
 
 
 

 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม @taew0728
 
WswJnl.jpg [1020x800px] ฝากรูป

[OS] Candy Kiss {Chanho}

posted on 05 Feb 2013 11:53 by visaging in SF

CR:ภาพจากบ้าน MADAM2PM และ BY Puifai

TVecwp.jpg [556x432px] ฝากรูป

Title:OS-Candy Kiss
Author:Snoww
Paring: Channuneo
Rate:PG

…...........................................................

 

 

คุณว่าลูกอมรสชาติอะไรหวานที่สุด...

รสช๊อกโกแลต...ผมว่ามันธรรมดาไปนะ
รสแตงโม...แต่มันไม่ใช่ผลไม้โปรดของผมนี่น่า
รสกล้วยหอม...อ่าผมมีลูกอมรสที่โปรดปรานมากกว่านั้น


.
.
.
 

 

ภายในห้องซ้อมเต้นของ JYP



เสียงรองเท้าผ้าใบที่ย่ำกระโดดไปกับพื้นห้องซ้อมเต้นเมื่อผสานเข้ากับจังหวะดนตรี ที่เปิดดัง ก็ยิ่งทำให้คนตัวเล็กที่กำลังมุ่งมั่นอยู่กับการฝึกซ้อมท่าเต้น ไม่ทันได้รู้สึกถึงร่างของผู้มาใหม่ที่กำลังเปิดประตูห้องก้าวเข้ามา

“อ๊ะ!!!!...” ในจังหวะที่ต้องหมุนตัวร่างของคนตัวเล็กกลับวางเท้าผิดตำแหน่งจนเสียการทรง ตัวหงายหลังล้มลง  แต่ทว่ากลับมีแผ่นอกกว้างของใครบางคนช่วยรองรับร่างที่กำลังร่วงหล่นเอาไว้ และนั้นทำให้อีจุนโฮรู้สึกถึงสิ่งมีชีวิตอีกร่างที่อยู่ภายในห้องซ้อม

“ไม่ระวังอีกแล้วนะจุนโฮ” เสียงคนที่ช่วยรับร่างของคนตัวเล็กเอาไว้เอ่ยอย่างตำหนิ

คนตัวเล็กที่กำลังใบหน้าถอดสีเพราะความตกใจ กลับงอหงิกขึ้นทันทีเมื่อกระจกของห้องซ้อมเต้นกลับสะท้อนภาพของคนที่ช่วยเขา เอาไว้ “แต่ก็ไม่ได้ล้มสักหน่อยนี่ชานซอง”

“เห็นอยู่ว่ากำลังจะหงายหลังล้ม”

“ก็ยังไม่ล้มนี่!” ใบหน้าหวานที่บูดบึ้งตวัดหันมามองคนที่กำลังโอบกอดเขาจากทางด้านหลังด้วยสาย ตากราดเกรี้ยว เมื่อไม่อยากที่จะยอมรับในข้อผิดพลาดของตัวเอง

“อืม..ไม่ล้มก็ไม่ล้ม” ร่างสูงเอ่อออในลำคออย่างขอไปที เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะคารมที่อาจก่อให้เกิดสงครามย่อมๆ  

เพราะเขามันก็เปรียบได้แค่แม่ทัพฮวางที่ช้ำชองอยู่แค่ในสนามรบ จะไปมีอำนาจวาจาสิทธิ์ล้นเหลือเทียมสู้กับท่านจักรพรรดิอีจุนโฮได้อย่างไร

แล้วประกาศิตจากจักรพรรดิผู้นี้ก็น่าเกรงกลัวยิ่งนัก หากว่าเขายังไม่อยากถูกเนรเทศให้ไปนอนโดดเดี่ยวอยู่นอกห้อง ตอนนี้ฮวางชานซองก็ต้องเงียบปากสงบคำพูดเอาไว้ รอให้ถึงภาคสนามก่อนเถอะท่านจักรพรรดิอีจุนโฮ...

“ยิ้มอะไรชานซอง”

เสียงจากคนตัวเล็กช่วยกระตุกดึงความคิดของร่างสูงให้กลับมาในปัจจุบัน ชายหนุ่มจึงรีบระบายยิ้มกลบเกลือนความคิดไม่ซื่อของตัวเองทันที “เปล่าสักหน่อย”

“ก็เห็นอยู่ว่านายยิ้ม..ยิ้มแบบเจ้าเล่ห์ด้วย” จุนโฮแกะวงแขนแข็งแรงที่โอบรัดรอบตัวเขาออก ก่อนเดินหนีร่างสูงไปยังมุมโซฟาของห้องซ้อม

และไม่ต้องสงสัยเมื่อเพียงแค่จุนโฮหย่อนตัวลงนั่ง ร่างของอีกคนก็ทิ้งตัวลงนั่งตามโดยไม่ต้องเชื้อเชิญ ผ้าขนหนูผืนนุ่มในมือเล็กถูกชายหนุ่มคว้าแย่งเอาไปก่อนใบหน้านวลเนียนจะถูก ซับเช็ดเม็ดเหงื่อให้อย่างแผ่วเบา จนจุนโฮอดที่จะแปลกใจในท่าทีที่ดูจะอ่อนโยนเป็นพิเศษของคนตัวสูงไม่ได้

“กำลังอ้อนฉันอยู่หรือไงชานซอง” ร่างบางรับรู้ได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่าง เมื่อสายตาของร่างสูงที่จ้องมองมาดูออกจะหวานเชื่อมผิดปกติ “จะขอไปเที่ยวไหนอีกละ”

“เปล่า...” ชานซองยังคงยกยิ้มจนเต็มแก้ม ก่อนจะตั้งใจเช็ดซับหยาดเหงื่อตามลำคอเรียวขาวของคนตัวเล็กต่อไป “แค่กำลังนึกถึงเรื่องของเราอยู่”

“เรื่องอะไร คิดพิเรนท์อีกหรือเปล่าถึงได้ยิ้มแบบนั้น” จุนโฮปรายตามองร่างสูงอย่างไม่ค่อยไว้ใจในความปลอดภัยของตัวเอง

“ก็แค่กำลังคิดถึง...จูบแรกของเรา”

คำตอบของร่างสูงกลับทำให้ใบหน้าหวานที่ขึ้นสีระเรื่อจากความเหน็ดเหนื่อยในการ ซักซ้อมอยู่แล้ว ขึ้นสีแดงก่ำยิ่งกว่าเก่า เมื่อภาพของจูบแรกระหว่างเขาและชานซองย้อนเข้ามาในความทรงจำ

.
.
.

“เหนื่อยเป็นบ้า..”  ร่างเล็กทรุดลงนั่งกับพื้น ก่อนพิงแผ่นหลังเข้ากับกระจกของห้องซ้อมเต้น “หิวแล้วด้วย” ใบหน้าหวานหันไปมองคนที่ทรุดร่างลงนั่งหอบหายใจเหนื่อยข้างๆ เขา

“อืม..” แผ่นอกแกร่งไหวขึ้นลงตามจังหวะการหอบหายใจของร่างสูง “อยากกินอะไรละ” ขวดน้ำที่วางอยู่ใกล้ๆ ถูกคว้าขึ้นมาหมุนเปิด ก่อนจะถูกกรอกเทลงไปในลำคอหนาเพื่อดับความหิวกระหาย

“แต่ ฉันมีลูกอม” คนตัวเล็กฉีกยิ้มสดใสเมื่อชูอวดเจ้าลูกอมแสนหวานในมือขึ้น “ฉันกินเจ้านี่ก่อนแล้วซ้อมเต้นอีกสักสองสามรอบค่อยกลับดีกว่า”  จุนโฮโยนลูกอมเม็ดเล็กเข้าปากทันที  ก่อนหลับตาพริ้มชิมรสชาติของน้ำตาลอัดเม็ดแสนอร่อย

“ซ้อม ต่อเถอะชานซอง” เมื่อได้ความหวานเข้าไปเติมเพิ่มความสดชื่น เรี่ยวแรงที่อ่อนล้าก็ดูเหมือนจะเพิ่มพูลขึ้นมาอีกนิด จุนโฮจึงยันตัวลุกขึ้นเพื่อที่จะซักซ้อมท่าเต้นต่อ

“ฉันหมดแรงแล้ว” ร่างสูงบ่นอย่างงอแง “นายมีลูกอมวิเศษไม่เห็นจะแบ่งให้ฉันบ้างเลย”

“ก็ แค่ลูกอมธรรมดาแล้วอีกอย่างมันก็เหลืออยู่แค่เม็ดเดียวเองนี่น่า” ร่างบางย่อตัวลงก่อนเอียงคอมองคนตัวสูงที่เอาแต่นั่งกอดเข่าซุกซ่อนใบหน้า ของตัวเองเป็นเด็กๆ

“.....”

“งั้นฉันแบ่งให้นายก็ได้ ไม่รังเกียจใช่มั้ยละถ้าจะอมมันต่อจากฉัน” ประโยคคำพูดที่เพียงแค่ต้องการเย้าหยอกให้คนตัวสูงผ่อนคลายอารมณ์งอแงลง

“....”

“ชานซอง...” จุนโฮขยับร่างเข้าใกล้คนตัวสูงมากยิ่งขึ้นก่อนจับเขย่าร่างแกร่งไปมาเบาๆ “ซ้อมต่ออีกหน่อยเถอะจะได้กลับหอพักกัน”

“ซ้อมก็ได้แต่นายต้องแบ่งลูกอมให้ฉันก่อน” ใบหน้าคมเงยขึ้นก่อนเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง "แบ่งให้ฉันตอนนี้เลยนะ”

รอยยิ้มบนใบหน้าหวานค่อยๆหุบลงเมื่อผ่ามือใหญ่จับลงบนลาดไหล่พร้อมกับมืออีก ข้างที่ประคองวางอยู่บนท้ายทอยเล็ก “ช...ชาน..” ดวงตาเรียวหลับลงโดยอัตโนมัติเมื่อใบหน้าคมเลื่อนลดระยะห่างเข้ามาจนรู้สึก ถึงลมหายใจร้อนที่รินรดบนพวงแก้มขาว

แล้วก็เป็นไปอย่างที่จุนโฮคาดริมฝีปากหยักที่ค่อยๆแตะลงบนเรียวปากอิ่ม ทำให้ลมหายของคนตัวเล็กหยุดนิ่งลงในทันที  ดวงตาเรียวเลือกที่จะลืมเปิดขึ้นอีกครั้งจ้องมองร่างสูงด้วยสายตาของความ สับสนและไม่เข้าใจ ….แต่ก็ไม่ถอยห่าง

จุนโฮรู้สึกเหมือนกับว่าสัมผัสของชานซองกำลังจะทำให้ภายในอกของเขาระเบิดแตกออก เป็นเสี่ยงๆ แม้เขาจะสนิทกับชานซองมาก เคยใกล้ชิดกอดคอหยอกล้อกันเล่นก็บ่อย แต่ก็ไม่เคยสักครั้งที่จะรู้สึกตื่นเต้นมากเท่าครั้งนี้ อาจมีบ้างบางครั้งที่ดวงตาคมคู่นั้นมักทอดมองทางเขาราวกับต้องการจะสื่อสาร ความนัยอะไรบางอย่าง บางอย่างที่มันเหมือนจะตรงกับความรู้สึกลึกๆ ที่อยู่ภายในใจของเขา แต่เพราะสถานะที่เขาและชานซองกำลังจะก้าวเดินไป ทำให้จุนโฮต้องเลือกเก็บและปิดกั้นความรู้สึกที่ว่านั่นเอาไว้ตลอดมา  

แต่ทว่าในวันนี้เส้นบางๆที่เคยคั่นอยู่กำลังจะขาดลง...

นัยน์ตาคมที่ทอดมองด้วยความอ่อนโยนในจังหวะที่ชานซองกดสัมผัสลงมาบนเรียวปากอวบอิ่ม ของจุนโฮ ทำให้ดวงตาเรียวของร่างบางหรี่ปรือลงอีกครั้ง ริมฝีปากบอบบางเผยอแยกออกอย่างจำยอมเมื่อชายหนุ่มไล้เรียวลิ้นหยอกเย้าสร้าง ความชุ่มชื้นอยู่เพียงภายนอกจนคนตัวเล็กรู้สึกโหยหาอยากลิ้มลองความอุ่นนุ่ม ของลิ้นร้อนมากยิ่งขึ้น

ความรู้สึกวาบหวามแล่นริ้วไปทั่วเรือนกายเพียงแค่ลิ้นหนาสอดแทรกเข้ามาในโพรงปาก เล็กแล้วกวาดต้อนสำรวจความหวานไปจนทั่ว วงแขนแข็งแรงโอบรัดรอบเอวบางดึงสองร่างให้เบียดใกล้กันมากกว่าเก่า ก่อนหลอมละลายลูกอมรสหวานด้วยจุมพิตที่สุดแสนจะลึกซึ้งเกินคำบรรยาย

“พ..พอ แล้ว..ชาน” จุนโฮเบี่ยงผละริมฝีปากออกทันทีที่รู้สึกว่าอากาศหายใจภายในปอดกำลังถูกร่าง สูงดูดกลืนจนแทบหมดลม และเมื่อรู้สึกตัวมือเล็กของเขาก็วางโอบอยู่บนลำคอหนาไปเสียแล้ว

“ลูกอมหมดแล้วนะชาน...” ร่างบางก้มใบหน้าที่ร้อนผ่าวจนคางแทบชิดอก เมื่อยังคงรู้สึกถึงความหอมหวานของลูกอมและจุมพิตที่วนอวลอยู่ในโพรงปาก

“ใครบอกว่าตอนนี้ฉันต้องการลูกอม..” เมื่อคนตัวเล็กตรงหน้าช่างหอมหวานยิ่งกว่าลูกอมรสไหนๆ ชานซองจึงรู้สึกอยากละเลียดชมชิมให้มากยิ่งขึ้นไปอีก “ฉันต้องการนายต่างหากจุนโฮ...ต้องการมาตลอด” นิ้วหนาสอดแทรกเข้าไปในเรือนผมนิ่มพร้อมกับริมฝีปากหยักที่สัมผัสแตะชิม Candy Kiss รสอีจุนโฮอีกครั้ง


.
.
.


“วันนั้นนายซ้อมเต้นอย่างบ้าคลั่งเหมือนวันนี้เลย” ร่างสูงจับลงบนปลายคางมนเพื่อเชยให้ใบหน้าหวานของคนตัวเล็กทอดสายตามองมาที่ เขาเพียงคนเดียว

“ไม่เหมือนสักหน่อยเพราะวันนั้นนายก็ซ้อมอยู่ด้วย แต่วันนี้ฉันซ้อมอยู่คนเดียว” ดวงตาเรียวหวานเบนหลบเมื่อรู้สึกขัดเขินทุกครั้งที่สายตาคมกริบของชายหนุ่ม จ้องมองมา “แล้ววันนี้ฉันก็ไม่มีลูกอมมาด้วย” ก่อนปรายสายตาที่เริ่มฉายแววซุกซนขึ้นมอง

“นายรู้ไหมว่านายเป็นคนทำให้ฉันกินลูกอมรสอื่นไม่ได้อีกเลย”

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความแปลกใจ “ฉันก็เห็นยังมีขายอยู่นะรสนั้นน่ะ...อย่ามามั่วนะชานซอง” นิ้วเล็กยกขึ้นชี้หน้าเพื่อปรามถ้อยคำโกหกจากคนตัวสูง

“จริงๆ นะฉันไม่ได้โกหก” ชายหนุ่มกลั้วเสียงหัวเราะในลำคอขณะเอ่ยยืนยันสิ่งที่ตนเองพูดกับคนตัวเล็กด้วยสีหน้าจริงจัง

“เพ้อเจ้อแล้วนะนายฉันไปอาบน้ำดีกว่าจะได้ออกไปหาอะไรกิน” จุนโฮรีบลุกขึ้นก่อนคว้าสัมภาระของตนเองเดินออกจากห้องซ้อมด้วยความรวดเร็ว เมื่อสายตาของร่างสูงทำให้เขารู้สึกร้อนๆหนาวๆพิกล


.
.
.


หลังจากได้อาบน้ำชำระล้างคราบเหงื่อไคลออกจากร่างกาย คนตัวเล็กก็รู้สึกผ่อนคลายและกระปรี่กระเปร่ามากยิ่งขึ้น จุนโฮที่อยู่ในสภาพเปลือยเปล่ามีเพียงแค่ผ้าขนหนูผืนบางพันปกปิดส่วนสำคัญ ของร่างเอาไว้ ก้าวเดินตรงมายังตู้ล๊อคเกอร์เพื่อควานหาเสื้อผ้ากลับพบว่ามีสิ่งของ บางอย่างร่วงหล่นออกมาจากเสื้อเจ๊กเก็ตตัวโปรด

จุนโฮหยิบซองกระดาษที่ดูเหมือนห่อเครื่องรางขนาดเล็กขึ้นมา ก่อนพลิกกลับมันไปอีกด้านแล้วลายมืออันแสนคุ้นตาที่ปรากฏก็ช่วยไขข้อข้องใจให้กับเขา



‘ลูกอมวิเศษ สำหรับคนพิเศษ’



“เจ้าหมีบ้า” ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีที่อ่านประโยคข้อความบนซองกระดาษจบ “..ก็แค่ลูกอมรสมินต์ธรรมดาๆ เอง” บ่นพึมพำพร้อมรอยยิ้มระเรื่อสีฝาดจนเต็มแก้ม

“ฉันชอบเวลานายตัวหอมๆ แบบนี้จัง” ร่างสูงจู่โจมฝังปลายจมูกลงบนพวงแก้มและซอกคอขาวโดยที่ร่างบางไม่ทันได้ตั้ง ตัว วงแขนแข็งแรงโอบรอบเอวอวบดึงร่างนุ่มนิ่มของจุนโฮให้เอนพิงลงมาบนเนินอก แกร่ง

“ชานซอง! นี่มันห้องน้ำของบริษัทนะเดี๋ยวใครมาเห็นเข้า” แม้ร่างบางจะเอ่ยปรามการกระทำของคนตัวสูง หากแต่ร่างกายกลับยินยอมปล่อยให้ชายหนุ่มโอบกอดโดยไร้แรงดิ้นขืน

“ก็ใช่ว่าที่นี่จะไม่เคย...กันสักหน่อย” เสียงทุ้มสั่นพร่าด้วยห้วงอารมณ์ที่เริ่มคุกรุ่น พลางดันร่างคนตัวเล็กให้ผลุบหายเข้าไปยังห้องอาบน้ำด้านในสุดแทน


.
.
.


“จุนโฮเร็วๆหน่อย” เสียงผู้จัดการจอมเฮี้ยบที่ดังเร่งอยู่หน้าประตูห้องพักของโรงแรม ทำให้ร่างบางยิ่งลนลานจนหยิบข้าวของสำคัญที่วางกระจัดกระจายไว้ตามมุมต่างๆ โยนลงบนเตียงนอนก่อนรวบสารพัดสิ่งของทั้งหมดเข้ากระเป๋าเป้ใบเก๋อย่างขอไปที

“ทำไมต้องรีบขนาดนั้น” ร่างสูงที่นั่งนิ่งด้วยใบหน้าบึ้งตึงมานานเอ่ยถามขึ้นในที่สุด “ทำไมไม่กินข้าวด้วยกันก่อน”

“ไม่ได้หรอกชานซอง เดี๋ยวไปสนามบินไม่ทันแล้วถ้าเกิดตกเครื่องขึ้นมาพรุ่งนี้ฉันกลับมางานเปิด ตัวสินค้าไม่ทันแน่ๆ” จุนโฮตอบพร้อมกับเดินวนไปวนมาเพื่อตรวจเช็คดูว่าของสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ อยู่ในกระเป๋าเป้ครบครันเรียบร้อยแล้ว

“แค่ไม่เกินยี่สิบนาทีก็ไม่ได้หรือไง” ชานซองพยายามโน้มน้าวให้คนตัวเล็กเปลี่ยนใจ ยอมอยู่ทานอาหารมื้อค่ำกับเขาก่อนขึ้นเครื่องกลับโซล

“ไม่น่าลืมอะไรแล้ว...งั้นฉันไปก่อนนะชานซอง” ไม่รู้เพราะว่าไม่ทันได้ยิน หรือว่าเลือกที่จะเลี่ยงการต้องตอบปฏิเสธจุนโฮคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นสะพายหลัง ก่อนก้าวเร็วตรงไปที่ประตูห้องที่มีผู้จัดการยืนรออยู่ และเพียงแค่เท้าเล็กกำลังจะก้าวข้ามพ้นบานประตูที่เปิดออกเสียงทุ้มก็เอ่ย รั้งเขาไว้

“นายลืมอะไรหรือเปล่า” ชานซองยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียงอย่างเดิมในขณะที่เอ่ยถามจุนโฮ แต่แทนที่ดวงตาคมจะทอดมองมายังร่างบางที่ยืนนิ้งค้างอยู่ แววตาสีนิลคู่นั้นกลับมองต่ำลงไปบนพื้นห้องแทน

“..หรือว่า..” จุนโฮปลดกระเป๋าเป้ออกจากหลังก่อนจะพยายามเปิดเพื่อตรวจดูสิ่งของที่เขาอาจหลงลืมแต่ทว่า

“จุนโฮไม่มีเวลาแล้วเดี๋ยวรถติดนายจะไปไม่ทันนะ” มือเล็กที่กำลังจะรูดซิบกลับถูกรั้งไว้ด้วยฝ่ามือของผู้จัดการ “ถ้าแค่สิ่งของเล็กๆ ที่ไม่สำคัญก็ไม่ต้องขนไปหรอกเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็กลับมาแล้วไปเถอะ”

สิ้นเสียงบานประตูที่ปิดลงลมหายใจยาวเหยียดก็ถูกพ่นออกมาเพื่อระบายความคับแน่นใน อก ชานซองลื่นไถลตัวลงจากเตียงราวกับหมดเรี่ยวแรง ก่อนหยิบของบางอย่างที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา

“นายลืมลูกอมวิเศษได้ยังไงกัน มันไม่สำคัญสำหรับนายแล้วหรือยังไงจุนโฮ” ชานซองจ้องมองซองกระดาษขนาดเล็กที่ด้านในบรรจุไว้ด้วยลูกอมรสหวาน “นายไม่กินมันฉันก็ไม่ว่าแต่อย่าทิ้งมันไว้แบบนี้สิ”


.
.
.


โทรศัพท์เครื่องบางถูกคนหน้าสวยเลื่อนถูไปมาด้วยใบหน้างุนงง ในขณะที่คนตัวสูงด้านข้างกลับมีสีหน้าเรียบนิ่งอย่างไร้อารมณ์และความรู้สึก ดวงตาคมเลือนลอยเหม่อมองอย่างไร้ทิศทางบนท้องฟ้าสีดำของยามค่ำคืน

“ชานซองนายทวิตรูปอะไรของนายเนี้ย” จุนเคเอียงตัวเข้าหามักเน่ของวง พร้อมกับยื่นโทรศัพท์ในมือให้น้องชายตัวใหญ่ดู

“แมวไงครับ..” ชานซองตอบคลายข้อสงสัยให้กับจุนเคด้วยเสียงรอดไร้ฟันสวยพร้อมหัวคิ้วที่ขมวด เข้าหากันก่อนใบหน้าคมคายจะเริ่มบึ้งตึงจนเกือบดุ

และนั้นทำให้จุนเคพี่ใหญ่ของวงมองรูปแมวหน้าหงิกสลับกับใบหน้าของชานซองไปมา ด้วยสายตาที่กำลังคาดเดาเรื่องราวบางอย่าง แต่แล้วรูปทวิตถัดมาก็ช่วยไขข้อข้องใจให้กับเขาได้

รูปหมาที่โดนจานบินพุ่งชนคอจนหน้าเหยคงบ่งบอกอารมณ์คนทวิตได้ดียิ่งกว่าคำพูด อะไรทั้งหมด เมื่อจุนเคเริ่มแน่ชัดแล้วว่าตอนนี้น้องเล็กของวงกำลังมีความรู้สึกแบบ ไหน...หวงและห่วงอีจุนโฮสินะฮวางชานซอง

“ห่วงนักทำไมไม่ตามไปด้วยเลยละ”

“คงไม่ดีเท่าไหร่มั้งครับ” ลมหายใจร้อนรนในอกถูกพ่นออกมาเฮือกใหญ่

“ชานซองวันนี้นายเหนื่อยมั้ย” จุนเคพูดพร้อมกับวาดวงแขนโอบวางบนบ่าหนาของชานซองก่อนบีบนวดเบาๆเพื่อหวัง ว่าน้องเล็กของวงจะคลายความกังวลลงบ้าง

“เหนื่อยครับแต่คงน้อยกว่าที่จุนโฮรู้สึกเหนื่อยอยู่ตอนนี้”

“ถ้าแบบนั้นแล้วทำไมนายยังจะเพิ่มความเหนื่อยให้กับจุนโฮอีกละ”

“ผม...” ดวงตาคมระริกไหวเมื่อถ้อยคำของจุนเคช่วยย้ำเตือนสติและเหตุผลของเขาให้กลับ คืนมา ถ้าการที่จุนโฮต้องบินกลับไปจัดการธุระสำคัญอย่างกระทันหันที่โซลจะทำให้ชาน ซองต้องเป็นกังวลจนพักผ่อนได้ไม่เต็มที่ ถ้าอีจุนโฮรู้แบบนั้นจะต้องไม่สบายใจอย่างมากแน่ๆ

“ยิ้มสิน้องรักยิ้มแบบที่เด็กนั่นมักจะยิ้มแย้มอย่างสดใสอยู่เสมอ”

“ครับฮยองผมจะยิ้ม” ร่างสูงพยักหน้าพร้อมกับระบายยิ้มน้อยๆที่มุมปาก ถ้าอีจุนโฮกลับมาฮวางชานซองคงจะยกยิ้มได้จนเต็มใบหน้ามากกว่านี้


.
.
.


จุนโฮชะงักมือที่กำลังจับดึงเสื้อยืดสีดำออกจากร่าง เมื่อประตูห้องน้ำถูกเปิดออกด้วยแรงกระชาก “ชานซองฉันรีบอยู่นะนายจะเข้ามาทำไม”

“นายใจร้ายที่ทิ้งให้ฉันต้องกินข้าวคนเดียว”

“ฉันขอโทษแต่เมื่อวานมันกระทันหันจริงๆ”

“นายใจร้ายที่ทิ้งของสำคัญเอาไว้” ร่างสูงออกอาการงอแงราวกับเด็กน้อย ก่อนชูเจ้าซองลูกอมขนาดเล็กที่เขาเคยเป็นคนให้ไว้กับจุนโฮ

“...ฉันไม่ได้จะทิ้ง เพียงแต่มันร่วงไปตอนไหนฉันไม่ทันได้รู้ตัวเลย”

ชายหนุ่มหมุนร่างเพื่อที่จะเดินออกไปจากห้องน้ำด้วยอารมณ์น้อยใจ แม้ชานซองจะพยายามท่องเตือนตัวเองเอาไว้ตลอดว่าจุนโฮไม่ได้ตั้งใจที่จะทิ้งลูกอมแทนใจจากเขา แต่เพราะคนมันรักและหวงมากก็ย่อมที่จะต้องรู้สึกอยากให้คนรักสนใจกันบ้าง เป็นธรรมดา

“ชานซองฉันอยากกินลูกอมก่อนขึ้นเวทีเปิดตัวสินค้า”

ขายาวที่กำลังจะก้าวเดินชะงักหยุด แต่ร่างสูงยังคงยืนหันหลังนิ่ง มือใหญ่กำลูกอมรสหวานไว้จนเหงื่อเริ่มชื้นหากมันไม่มีเปลือกห่อหุ้มป่านนี้ คงละลายเละคามือหนาๆนั่นไปแล้ว แต่เพราะแรงแตะเบาๆ ที่ท่อนแขนทำให้ชานซองยอมหมุนร่างกลับมาในที่สุด

“ฉันได้ยินไม่ชัด” ชานซองแสร้งโกหกคำโตเพียงเพื่ออยากได้ยินคำอ้อนหวานๆ จากคนที่เขารักอีกสักครั้ง

“ฉันอยากกินลูกอมเม็ดนั้น นายจะไม่ป้อนฉันหน่อยเหรอ” จุนโฮค่อยๆเบียดร่างเข้าแนบชิดกับชานซอง ก่อนวาดวงแขนขึ้นโอบรอบลำคอหนาเอาไว้

เปลือกพลาสติกที่ห่อหุ้มลูกอมแสนอร่อยค่อยๆถูกแกะออก มือหนายกขึ้นเพื่อหวังป้อนลูกอมเม็ดเล็กให้กับร่างบาง แต่ใบหน้าเนียนที่ส่ายปฏิเสธทำให้ชานซองต้องชะงักหยุดมือลง

“ฉันอยากกินลูกอมรสชานซองดูบ้าง” ดวงตาเรียวปรายมองไปที่ริมฝีปากหยักสวยของชายหนุ่ม “เร็วสิ..” เสียงหวานเอ่ยเร่งเร้าอย่างออดอ้อน

เพียงแค่ลูกอมเม็ดเล็กถูกวางลงในปากของร่างสูง ริมฝีปากเล็กของจุนโฮก็ค่อยๆ เลื่อนขึ้นแตะสัมผัสบนเรียวปากหยักทันที ลิ้นร้อนของร่างบางไล้หยอกอยู่ภายนอกเพียงครู่ก่อนสอดแทรกเข้าไปในโพรงปาก แกร่งเพื่อคว้าหาลูกอมแสนหวาน น้ำตาลอัดเม็ดแสนอร่อยเมื่อเจือละลายอยู่ในโพรงปากกลับยิ่งทำให้รสจูบนั้น ฉ่ำหวาน

“อืม..” ร่างบางครางในลำคอเบาๆ เมื่อรสหวานที่ได้ลิ้มชิมช่วยเพิ่มเติมความสดชื่นให้กับร่างกาย แต่ตัวช่วยหลักๆ คงจะเป็นรสชาตินุ่มลิ้นที่คนป้อนช่วยหลอมละลายไว้ในโพรงปากมากกว่า

“นายใจร้ายกับฉันอีกแล้วนะจุนโฮ” เพียงริมฝีปากผละออกจากกันร่างสูงก็ต่อว่าร่างบางอีกครั้ง

“ว่าฉันอีกแล้วนะเจ้าหมีบ้า” จุนโฮยู่ปากอย่างงอนๆ ก่อนฟาดฝ่ามือลงบนผืนอกแกร่งด้วยความหมั่นไส้ “คำก็ใจร้ายสองคำก็ว่าฉันใจร้ายเดี๋ยวนี้จะเอาแต่ใจมากเกินไปแล้วนะ”

“นายก็รู้ว่าแค่ลูกอมมักจะไม่เพียงพอให้ฉันได้อิ่ม”

ใบหน้าคมที่โน้มเลื่อนลงมาถูกมือเล็กยกขึ้นวางกั้นเอาไว้ “พอได้แล้วฉันจะเปลี่ยนเสื้อ” แม้จะปรามการกระทำของร่างสูงด้วยน้ำเสียงหนักแน่นหากแต่ใบหน้าหวานกลับอมยิ้มน้อยๆ

“ใจร้าย...อีกแค่นิดเดียวก็ไม่ได้หรือไง” ชานซองโอดครวญพร้อมสายตาเว้าวอนขอจุมพิตจากคนตัวเล็ก เมื่อร่างของเขากำลังถูกพลักดันให้หลุดออกจากห้องน้ำ

“ขอใจร้ายอีกแค่ครั้งเดียว แล้วเดี๋ยวกลับโซลจะชดเชยให้นายได้อิ่มเท่าที่นายจะพอใจเลย” ร่างบางยกยิ้มมุมปาก ก่อนเขย่งตัวขึ้นเพื่อแนบริมฝีปากลงบนเรียวปากหยักสวยของคนตัวสูง


“เตรียมลูกอมรสกล้วยไว้ให้ฉันด้วยนะชานซอง”


.
.
.


FIN.

…........................................................................................

Snoww Talk : จบเหอะเนอะ >//////< แค่นี้ก็อยากสิงร่างอิหมีจะแย่อยู่แล้ว เพราะช่วงนี้จุนโฮออร่ากระจายมาก ขาวอวบน่าฟัด น่ากอดเป็นที่สุด เป็น OS ที่ปรับบทและพล๊อตเยอะพอสมควรเลยคะ ถ้าอ่านแล้วงง ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ …. ติดตามแต้วได้ทาง ทวิตเตอร์นะคะ @taew0728

ฝากข่าว : สำหรับคนที่พรีออเดอร์ฟิค Khunnuneo เรื่องรักนิดสะกิดหน่อย และสัญญาปีศาจ แต้วกับโบว์ต้องอภัยด้วยนะคะ ที่กำหนดการเปิดให้โอนเงินจะขอเลื่อนออกไป เนื่องจากทางคุณพ่อของไรท์เตอร์โบว์เสีย ทางแต้วกับโบว์เลยขอเลื่อนกำหนดการออกไปก่อนคะ แต่มีการรวมเล่มแน่นอน ยังไงจะแจ้งข่าวคราวให้ทราบอีกครั้งนะคะ^^

[OS] Fantalk @0430yes (Khunwoo)

posted on 17 Aug 2012 16:09 by visaging in SF

Title: [OS] Fantalk @0430yes
Author: Snoww
Paring: 2PM - KhunWoo
Rate: PG

 
---------------------------------------


“คนบ้า!!!”

“ถ้าไม่ออกมาผมจะโกรธจริงๆแล้วนะ”

“ดี! งั้นคืนนี้ผมก็จะไม่รอคุณฮยองแล้วเหมือนกัน”

 

อูยองกดปิดหน้าจอมือถือเครื่องบาง ก่อนจะผุดตัวลุกขึ้นจากเตียงนอนนิ่ม พร้อมกับเดินกระแทกเท้าหนักๆ เปิดประตูออกไปยังห้องนั่งเล่น ที่บัดนี้กลับเงียบเชียบและว่างเปล่าไร้เหงาของเมมเบอร์คนอื่นๆด้วยเช่นกัน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าชานซองคงผลุบหายเข้าไปช่วยจุนโฮทำความสะอาดห้องอย่างทุกครั้ง ส่วนคู่พี่ใหญ่ของวงอย่างจุนซูฮยองและแทคฮยองคงกำลังแต่งเพลงที่มีเมโลดี้สูงต่ำแปลกๆ กันอยู่ในห้องของทั้งคู่นั้นแหละ



ร่างบางทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวยาวที่มักจะเป็นที่นอนประจำของตัวเอง ก่อนจะเอนกายนอนราบลงด้วยอารมณ์น้อยใจในอก เมื่อวันนี้จางอูยองอุตส่าห์เปิด Fantalk หวังเพียงว่าจะได้เห็น Mentions จากคนที่เดินทางกลับประเทศบ้านเกิดเพื่อโปรโมทหนังเรื่องแรกของเจ้าตัว เข้ามาร่วม Fantalk  แต่จนแล้วจนรอด ไม่ว่าจะไล่หาจนลายตา เอานิ้วสไลด์เลื่อนหาจนแทบด้าน จางอูยองก็ไม่เห็นข้อความจากแอทเคาน์ที่คุ้นตาเข้ามาร่วมสนุกให้อุ่นหัวใจบ้างเพียงนิด



ความเหนื่อยล้าจากการทำงานและการต้องซ้อมเต้นอย่างหนักหน่วง  ในช่วงที่มีผลงานอัลบัมเดี่ยว ทำให้ความง่วงเข้ากลืนกินสติที่กำลังวูบไหวของร่างบางโดยง่าย เปลือกตาบางค่อยๆ พริ้มหลับลงด้วยความอ่อนล้า ความเงียบที่โรยตัวเกาะกินภายในห้องนั่งเล่นกว้างส่งผลให้ร่างบางเข้าสู้ห้วงนิทราได้อย่างรวดเร็ว


.
.
.


สัมผัสอุ่นที่ไล้อยู่บนผิวแก้มทำให้คนที่กำลังนอนหลับสนิทเบือนหน้าหลบโดยอัตโนมัติ พลางขยับกายหันหนีไปอีกด้าน แพขนตาค่อยๆ กระพริบเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงท่อนแขนหนักๆ ที่วางพาดลงมาบนเอวบาง เปลือกตาเรียวเปิดขึ้นสะท้อนเข้ากับภาพใบหน้าของคนที่หัวใจเฝ้าคิดถึงมาตลอดในช่วงเวลาที่ต้องห่างกันแม้จะเป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่วัน แต่อูยองกลับรู้สึกว่าแต่ละวินาทีช่างยาวนานนัก



“คุณฮยอง..”


“ทำไมออกไปนอนข้างนอกละครับ ฮยองบอกว่าให้รอฮยองในห้องไม่ใช่หรือไงหืม” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงละมุนพร้อมรอยยิ้มหวาน
ก่อนจะจรดริมฝีปากลงบนหน้าผากมนของร่างบางเมื่อดวงตาเรียวที่สบมองดูระริกไหวแฝงไว้ด้วยความรู้สึกบางอย่าง ที่โยกคลอนหัวใจร่างสูงจนเบาหวิว

“คนใจร้าย” บ่งบอกถึงความน้อยใจในน้ำเสียง สองมือเล็กยันดันอกแกร่งออก ก่อนออกแรงขืนตัวให้หลุดออกจากอ้อมกอด แต่ทว่าวงแขนแข็งแรงกลับโอบกระชับแนบแน่นจนยากที่แรงของคนตัวเล็กกว่าจะสลัดให้หลุดออก

“จะไปไหนอูยอง”

“ไม่อยากเห็นหน้าคนใจร้าย” ดวงตาเรียวหลุบมองต่ำ ใบหน้าเนียนซุกเข้ากับอกกว้างแทน เมื่อออกแรงดิ้นยังไงคนตัวโตกว่าก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมคล้ายอ้อมแขนออกเสียที

“แต่ฮยองอยากเห็นหน้าอูยองนี่น่า เงยหน้ามามองกันก่อนสิครับ ฮยองทำอะไรให้น้อยใจหรือเปล่า” ประโยคที่เอ่ยถามเจือความห่วงใย สะกิดความรู้สึกที่เปราะบางของคนตัวเล็กโดยง่าย ขอบตาเรียวร้อนผ่าว ก่อนที่นิ้วเรียวจะเกี่ยวเชยใบหน้านวลให้เงยสบมอง

“วันนี้คุณฮยองเข้า Twitter บ้างหรือเปล่าฮะ”

“เข้าสิครับ” คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อยกับคำถามของร่างบาง
พร้อมๆ กับกำปั้นเล็กที่ทุบเข้ากับอกกว้างสองสามที ก่อนที่เหตุผลของความน้อยใจจะหลุดออกจากกลีบปากบางในที่สุด

“คนใจร้าย ถ้างั้นก็ต้องเห็นผม Fantalk สิ แล้วทำไมคราวนี้คุณฮยองยังเงียบ ไม่ออกมาคุยกับผมบ้างเลยละ” น้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมกับหยดน้ำตาใสที่ไหลออกจากหางตาเรียว เมื่อความรู้สึกที่เหนื่อยล้า และความกดดันจากการทำงาน ทำให้อูยองสั่นไหวโดยง่าย ซึ่งนั้นไม่สำคัญเท่าการต้องกำลังใจจากคนใกล้ตัวอย่างนิชคุณมากที่สุด

“อูยอง..ฟังฮยองนะครับ ที่ฮยองไม่ออกมาทวิตหาก็เพราะฮยองอยากให้อูยองคุยกับแฟนๆ มากขึ้น ฮยองอยากให้อูยองรับรู้ความห่วงใยของเล่าแฟนๆ ที่คอยให้กำลังใจเราอยู่ตลอด ฮยองอยากให้อูยองเห็นว่าสิ่งที่อูยองตั้งใจทำและทุ่มเทแรงกายลงไปมันมีคุณค่าต่อแฟนๆ ที่รักและชื่นชมเรามากขนาดไหน “

ร่างบางพยักหน้างึกงักกับอกอุ่น วงแขนเล็กกอดกระชับรอบเอวหนาของผู้เป็นพี่ รอยยิ้มเล็กๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก เมื่อความกังวลที่รุมเร้ามาตลอดโดนคำพูดละมุนปัดเป่าให้คลายจางหายโดยสิ้น



แต่ก็ไม่หมดสักทีเดียว...



“ขอโทษฮะ...ที่ผมเอาแต่ใจ”อาจเพราะความโหยหาในช่วงที่ต้องห่าง กับความเหนื่อยล้าระหว่างทำอัลบั้มเดียวอีกนั้นแหละ ที่ทำให้อารมณ์ของจางอูยองช่วงนี้แปรปรวนโดยง่าย แต่นั้นคงไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้จางอูยองอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้ถ้าไม่ใช่เพราะเสียง...

ก็เสียงเมโลดี้สูงต่ำจากห้องเล็กและห้องใหญ่ของเมมเบอร์ร่วมวงทั้ง 4 นั้นไงละ ทำอะไรไม่เกรงใจคนไร้คู่ชั่วคราวอย่างจางอังอังคนนี้บ้างเลย


“ต่อให้อูยองเอาแต่ใจมากกว่านี้พี่ก็ยอม”

“จริงเหรอฮะ” น้ำเสียแหบพร่าเอ่ยถามขึ้นทันที ก่อนที่จางอูยองจะเช็ดปาดคราบน้ำตาบนใบหน้าตัวเองออกอย่างลวกๆ สองมือเล็กยันดันร่างหนาของนิชคุณเพื่อผละตัวออกเพียงน้อย ก่อนสายตาระริกไหวจะช้อนขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาของคนพี่

“มองแบบนี้ จะให้ฮยองทำอะไรให้อีกละ” ดวงตากลมโตของนิชคุณหรี่มองอย่างสงสัย เมื่อริมฝีปากอิ่มขบเม้มเป็นเส้นตรงราวกับกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง

“ผม...คือผม..” ใบหน้าหวานเบือนหลบเมื่อเริ่มรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่ลามเลีย จังหวะหัวใจเต้นรัวถี่ ดวงตาเรียวเหลือบมองนัยน์ตาสีเข้มของนิชคุณเพียงครู่ ก่อนจะเบี่ยงหลุบต่ำลง เมื่อประโยคคำพูดที่ต้องการบอกกล่าวกลับค้างคาในลำคอไปเสียอย่างนั้น



ก็จะให้พูดออกไปได้อย่างไรว่าตอนนี้จางอูยองกำลังต้องการสัมผัสจากนิชคุณมากที่สุด...



“ครับ” นิชคุณจ้องมองใบหน้าของคนรักอย่างตั้งใจ

“ผ..ผม..ผมว่าคุณฮยองกลับมาเหนื่อยๆ ไป เออ..อาบน้ำก่อนดีกว่านะฮะ แล้วเดี๋ยวเราจะได้นอน..หมายถึงจะได้พักผ่อนกัน..ฮะ” อูยองลุกขึ้นยืนตัวตรงทันทีที่จบประโยคแสนตะกุกตะกัก ก่อนสมองจะสั่งการให้เท้าเล็กก้าวเดินออกจากบริเวณนั้น แต่ทว่าเสียงทุ้มของนิชคุณกลับดึงรั้งร่างบางให้ต้องหยุดชะงักลง

“อูยองครับ”

“ฮะคุณฮยอง” ร่างบางขานรับคำเรียกของคนพี่ โดยที่ยังคงหันหลังยืนนิ่งไม่ไหวติง คำถามที่ค้างยังคงจุกแน่นในลำคอ ความกังวลค่อยๆ ก่อตัวขึ้นบางเบาจากห้วงอารมณ์ในส่วนลึก ก็ถ้าจางอูยองพูดออกไปแล้วนิชคุณตอบปฏิเสธละ ในเมื่อเวลานี้มันก็ดึกมากแล้ว อีกอย่างนิชคุณก็ดูอิดโรยจากการเดินทางมาไม่น้อยเหมือนกัน

“ห้องนอนทางขวาครับ ทางซ้ายมันห้องน้ำต่างหาก” เสียงนุ่มดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับวงแขนแกร่งของนิชคุณที่โอบวางลงบนเอวเล็กของอูยอง

“หรือจะช่วยถูหลังให้ฮยอง”

ร่างบางหันมาเพื่อหวังจะฟาดฝ่ามือเพื่อปรามคนพี่ แต่นิชคุณก็ไวพอที่จะคว้าจับข้อมือเล็กไว้ได้ก่อนที่ฝ่ามือบางจะกระทบลงบนกล้ามแขนให้รู้สึกจักจี้เล่น ทว่าสองร่างที่ยืนอยู่กลับต้องชะงัก ก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมาพร้อมกัน เมื่อเสียงกุกกักพร้อมกับเสียงครางเบาหวิวของใครบางคนดังขึ้น



“อือ..”

“อ๊า..อ๊ะ..”



ดวงตากลมทอดมองใบหน้าระเรื่อของอูยอง ก่อนความกระจ่างในอาการแปลกๆ ของคนรักแก้มเยอะจะชัดเจน เมื่อเสียงที่ดังแว่วออกมาจากห้องของเมมเบอร์ร่วมวง ทำให้ร่างบางเริ่มออกอาการไม่อยู่นิ่งและลุกลี้ลุกรนผิดปกติ ซึ่งนิชคุณคิดว่าคงมีสาเหตุเดียว



“อย่าบอกฮยองนะว่า...”


“คุณฮยองยังต้องการคนช่วยถูหลังอยู่หรือเปล่าฮะ” รอยยิ้มท้าทายฉายขึ้นบนใบหน้าขาวที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำลามไล้จนถึงใบหูเล็ก

.
.
.

 

FIN.

-----------------------------------------

Snoww Talk : คือ...จะมีใครว่าไหมถ้าขอจบแค่นี้ จบแบบแสนสั้นและค้างคาใจคนอ่านแบบสุดๆ แฮร่ๆ >< แบบว่าเป็นโมเม้นที่เขียนไว้นานแล้ว เลยช่วงโมเม้นที่น้อง Fantalk มานานนน พอสมควร เลยจบแบบไปฟินกันเองละกันเนอะ (วิ่งหลบ) แต่ถ้าใครอยากอ่านต่อ (แอบต่อรอง) ก็ Comment ทิ้งไว้นะค่ะ ถ้าคนรออ่านต่อเยอะ ก็จะเขียนต่อให้จบ แต่ถ้าแค่นี้ FIN. พอแล้วก็โอเคเลย แหะๆ

Title: Alien Baby Love : 2 Part100%
Author: Snoww
Paring: 2PM - KhunWoo
Rate: PG

--------------------------------------------

ยามเช้าแสงสีทองค่อยๆสาดส่อง นำพาเอาไอร้อนมาเยือนพร้อมกับพระอาทิตย์ดวงใหญ่ วันนี้อูยองตื่นเร็วกว่าปกติ ร่างบางในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวบางเพิ่มความคล่องตัวด้วยปลายแขนเสื้อที่ถูกพับถกเก็บไว้บริเวณใต้ข้อศอก เติมความเรียบร้อยด้วยกางเกงสีเข้มตัวยาวที่ขับให้เรือนร่างนั้นดูปราดเปรียวแบบบาง


เพียงอูยองก้าวออกมาพ้นประตูบ้าน สายตาก็สบเข้าดวงตากลมโตของร่างสูงที่ทอดมองมาด้วยนัยน์ตาวาววับเป็นประกายสะท้อนแสงแดดอ่อน ร่างสูงในชุดเสื้อยืดคอกลมสีดำสวมทับด้วยเชิ๊ตลายสก๊อตตารางลายเขียว เน้นความทะมัดทะแมนด้วยกางเกงยีนส์สีสนิม และรองเท้าผ้าใบขาดเก่าที่ดูจะไม่เข้ากับรถยนต์สีขาวคันหรูที่ร่างสูงยืนพิงอยู่สักนิด

จางอูยองอมยิ้มน้อยๆ นึกขำอยู่เพียงในความคิด ว่าผู้ชายอะไรจะแต่งตัวให้ดูดีหมดจดทั้งตัวหน่อยก็ไม่ได้ ยังแอบอุตส่าห์ลากรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ที่เจ้าตัวบอกว่าโปรดนักหนา สวมใส่สบายอย่างที่สุดติดเท้าออกมาด้วยจนอูยองนึกอยากแอบแช่งให้เป็นบาดทะยักตายเพราะรองเท้ากัดจนเชื้อโรควิ่งเข้าสู่กระแสเลือดนักเชียว

แต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่อูยองสนใจมากไปกว่า โปรแกรมเที่ยว ทัวร์เมืองไทยของร่างสูง ที่สัญญายืนนิ้วก้อยเกี่ยวเกาะในวันที่นิชคุณอุตริหลอกแกล้งให้นึกเป็นห่วงจนอูยองร้องไห้แทบเป็นแทบตาย  เพียงแค่ร่างบางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ มาดนิ่งๆ ก็เริ่มยียวนป่วนประสาทจางอูยองทันที ชายหนุ่มขยับไปยืนใกล้ประตูรถก่อนเปิดออกให้  พร้อมกับโค้งคำนับตัวลงอย่างมีมารยาทมากเป็นพิเศษ
                               
“เชิญครับคุณหนูอูยอง” ตามมาด้วยคำพูดหยอกแกล้งอย่างทุกที แล้วก็เรียกสีระเรื่อบนพวงแก้วขาวๆ ได้อย่างทุกครั้ง

ร่างบางยกยิ้มมุมปาก พลางเดินเข้าไปแตะไหล่หนาของนิชคุณเบาๆ “งั้นพี่คุณคงเปิดประตูให้คุณหนูจางอูยองผิดแล้วละฮะ เพราะคุณหนูไม่นั่งหน้าคู่กับคนขับรถหรอกนะ” ฝ่ามือเล็กตบลงบนบ่ากว้างอีกสองสามที ก่อนจะเดินอมยิ้มเลยไปเปิดประตูรถที่นั่งด้านหลังแล้วแทรกตัวขึ้นนั่งทันที

นิชคุณปล่อยเสียงหัวเราะสดใส  ก่อนจะยอมเดินอ้อมไปทำหน้าที่คนขับรถกิตติมศักดิ์ให้กับอูยองแต่โดยดี เอาเถอะจะยกวันนี้ให้เป็นวันของเด็กแก้มเยอะสักวัน

เมื่อรถยนต์สีขาวแล่นหลุดออกจากถนนที่แออัดไปด้วยตึกสูงระฟ้า วิวทิวทัศน์ภายนอกปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ราวกับเครื่องฉายภาพ สีเขียวสดชื่นจากต้นไม้ใบหญ้าริมทางที่รถยนต์คันหรูขับผ่านทำให้ร่างบางรู้สึกเย็นสายตาจนทอดอารมณ์เหม่อมองอย่างเพลิดเพลิน

“อูยอง...”

“....”

“อูยอง..หิวน้ำ...” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ดวงตากลมโตที่สะท้อนกระจกมองหลังดูออกจะติดเกร็งเกรงเล็กน้อย เมื่อร่างบางยังคงนั่งท้าวคาง มองวิวด้านนอกด้วยแววตาเป็นประกายสดใส

ร่างสูงกลืนน้ำลายลงลำคอที่เริ่มแห้งผาก “ ขับรถมาตั้งไกลเนี้ยมันเหนื่อยนะ” นิชคุณเอามือทุบหัวไหล่ตัวเองเบาๆ ก่อนเหลือบมองท่าทีเด็กแก้มป่องอีกครั้ง “เมื่อยด้วย..”

เสียงพร่ำบ่นอย่างเรียกร้องความสนใจดึงดวงตาเรียวของอูยองให้หันมองมายังคนขับหน้าทะเล้นช้าๆ “คุณฮยองว่าอะไรนะฮะ” แม้จะรู้สึกขัดใจที่โดนขัดขวางอารมณ์สุนทรีย์ แต่ภายในรถยนต์ที่อยู่กันเพียงแค่สองคนแบบนี้ คงไม่ดีแน่หากอูยองจะยังคงแกล้งตีมึนทำไม่สนใจต่อไป

จางอูยองก็แค่ยังไม่อยากหัวใจวายตายหากนิชคุณเกิดเล่นพิเรนท์อะไรขึ้นมาอีก

แต่ทว่าไอ้ท่าทางทำหูทวนลมเสียจนอยากจะกระโดดงับคอนั้นมันควรค่าแก่การหันสายตาและความสนใจมาแลไหม “คุณฮยองว่าอะไรนะฮะ” เสียงเล็กรอดตามไรฟันสวย เมื่อต้องเอ่ยประโยคถามโชว์เฟอร์หน้าหล่อเป็นรอบที่สอง

“...”

“พี่คุณ.ว่ า..”

“หิวน้ำจังเลยอ่าอูยอง” ทันทีที่คำเรียกถูกเปลี่ยน ร่างสูงก็รีบตอบรับร่างเล็กด้วยน้ำเสียงติดแหบโดยไม่รอให้อูยองเอ่ยจบประโยคทันควัน

ร่างบางถอนหายใจกับความเอาแต่ใจของนิชคุณเล็กน้อย ก่อนดวงตาเรียวจะหันมองหาขวดน้ำ เพื่อยื่นส่งให้ร่างสูงได้ดื่มดับกระหาย

“อูยอง”

“ก็กำลังหาน้ำให้อยู่ไงฮะ..” ดวงตาเรียวยังคงก้มมองหาขวดน้ำที่อาจวางไว้ตรงพื้นรถ หรือข้างช่องเสียบแถวประตูรถยนต์ แต่ทว่าเสียงทุ้มที่ยังคงเรียกชื่อเขาราวกับกำลังเร่งเร้า ก็ทำให้อูยองนึกหมั่นไส้เล็กๆ ไม่ได้

“อูยอง..”

ชื่อร่างบางยังคงถูกเรียกอย่างต่อเนื่องไม่หยุด เสียจนเจ้าของชื่อออกอาการหัวคิ้วเริ่มขมวดเข้าหากันจนเป็นปมน้อยๆ

“หาอยู่ฮะพี่คุณ” น้ำเสียงอูยองชักเริ่มออกอาการหงุดหงิด เมื่อโชเฟอร์หน้าหล่อยังคงกระหน่ำเรียกชื่อเขาราวกับแผ่นเสียงตกร่อง

“ไอ้เด็กต่างดาว!”

ใบหน้าขาวเงยขึ้นมองอีกคนทันทีที่ฉายาพิลึกพิลั่น ถูกร่างสูงตะโกนเรียกเสียดังก้องรถ ดวงตาเรียวจดจ้องอีกคนจากทางด้านหลังเขม็ง และยังไม่ทันที่ริมฝีปากเล็กจะทันได้โต้เถียงให้หายแค้น ประโยคที่สร้างความกระจ่างก็ดังต่อทันที

“จะบอกว่าขวดน้ำอยู่บนพื้นที่นั่งด้านหน้าต่างหากละ ถึงได้เรียกอูยอง อูยองซ้ำๆ “ ใบหน้าร่างสูงหงิกงอเล็กน้อย เมื่อรู้สึกเริ่มกระหายหิวเสียจนแสบคอ

“รอแป๊ปสิฮะ เดี๋ยวหยิบให้” อูยองเลื่อนตัวไปช่องว่างระหว่างกลาง ก่อนเอื้อมแขนเพื่อที่จะหยิบขวดน้ำที่นอนกลิ้งอยู่บนพื้นรถด้านหน้า แต่ไม่ว่าทำยังไงเด็กแก้มป่องก็เอื้อมมือไม่ถึงขวดน้ำสักที หรือเพราะว่าจางอูยองแขนสั้นเกินไป...

“ข้ามมานั่งหน้าเลย แขนสั้นขนาดนั้นจะหยิบถึงได้ไง”

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นราวกับรู้ความคิดของอูยอง แต่ถึงอย่างนั้นร่างบางก็อดที่จะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองกลับไปไม่ได้ เล่นพูดความจริงตรงจุดเกินไปแบบนี้ ถ้าจางอูยองเปลี่ยนใจไม่หยิบให้จะเป็นอะไรไหม

แต่สุดท้าย...

อูยองวางสองมือเกาะเบาะนั่งด้านคนขับ เพื่อพยุงร่างตัวเองเอาไว้ระหว่างที่ยกขาก้าวข้ามไปเบาะด้านหน้าตามคำสั่งของนิชคุณ

“อูยองเดี๋ยวก่อน..”

“อะไรของพี่คุณอีกฮะก็กำลังข้ามไปหยิบให้แล้วนี่ไง” อูยองตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงติดรำคาญเล็กน้อย

“ไม่ใช่..เฮ้ย!”

แรงเบรกขอตัวรถส่งผลให้ร่างบางที่กำลังก้าวผ่านเสียการทรงตัว รถที่หยุดตัวลงทำให้เกิดแรงเหวี่ยงจนอูยองแทบจะถลาพุ่งไปด้านหน้าถ้าไม่ติดว่าได้วงแขนแกร่งของใครบางคนที่เกี่ยวโอบเอาไว้

และท่อนแขนนั้นก็ไม่ใช่ของใคร...

“พี่คุณ!” ร่างบางหอบหายใจถี่รัวด้วยความตกใจใบหน้าขาวซีดเผือดเล็กน้อย หากแต่เพียงครู่แก้มป่องๆ ก็ขึ้นสีระเรื่อจนแดงก่ำ

ใบหน้าเนียนที่เกือบถลาเบียดแนบไปกับหน้ากระจกรถ บัดนี้กลับซบอิงอยู่กับแผ่นอกแกร่งของโชเฟอร์หน้าหล่อ อูยองตัวแข็งทื่อเมื่อรู้สึกทำอะไรไม่ถูกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทันหัน กับความใกล้ชิดที่สร้างความเคอะเขินให้กับเขาได้ทุกครั้ง

“ปล่อยผมนะฮะพี่คุณ” พอเริ่มจะรู้สึกตัว ก็แว๊ดเสียงใส่อีกคนทันที แต่ใบหน้าเนียนยังคงกุมงุดไม่เงยสบมองดวงตากลมของนิชคุณ

“ปล่อยแล้ว” เสียงทุ้มตอบกลับอย่างราบเรียบ

“แต่ผมลุกไม่ได้นิ” อูยองพยายามผละตัวออกห่างจากอีกคน แต่เพราะพื้นที่ภายในรถจำกัดจนขยับตัวลำบาก หรือเพราะความประหม่าเสียจนทำอะไรไม่ถูก จึงทำให้ไม่ว่าร่างบางจะพยายามขยับตัวยังไงก็ยังคงเบียดร่างแนบติดกับนิชคุณเช่นเดิม

“อือ..ลุกไม่ได้นิน่า เลิกแกล้งแล้วปล่อยผมได้แล้ว เดี๋ยวไม่หยิบน้ำให้กินเลยนะ”

สัมผัสร้อนจากมือใหญ่ที่จับวางลงบนต้นแขนเล็กและเอวบางถูกผละออกไปแล้ว แต่ทว่าอูยองก็ยังคงหลุดออกจากตักแกร่งของอีกคนไม่ได้สักที เสียงหวานจึงเริ่มโวยวายออกอาการวีนดังลั่นรถอีกครั้ง

“ผมบอกให้ปล่อยไง มาจับผมไว้ทำไมฮะ ปล่อยนะพี่คุณ”

“จางอูยองครับปล่อยมือที่เกาะรอบคอพี่ออกสิครับ จะได้ลุกออกจากตักได้” นิชคุณกัดฟันตอบอีกคนอย่างอดกลั้นเมื่อ กลิ่นหอมหวานจากกายเล็กกำลังจะทำให้นิชคุณควบคุมตัวเองเอาไว้ไม่ได้

ดวงตาเรียวหันไปตามทิศทางของมือตัวเองที่โอบเกาะรอบลำคอหนาของร่างสูงจนแน่น รอยยิ้มแห้งๆ ถูกส่งให้เมื่อสาเหตุที่ทำให้จางอูยองลุกออกจากตักนิชคุณไม่ได้เป็นเพราะร่างบางเหนี่ยวรั้งโอบอีกคนเอาไว้เสียเอง

“อ๊ะ..ผม..ผมตกใจนี่น่า..ก็ใครใช้ให้พี่คุณขับรถไม่ดีละ” ทันทีที่ลุกออกห่างจากร่างสูงได้ เสียงเล็กก็แก้ตัวเป็นพัลวัน ก่อนจะก้มลงหยิบขวดน้ำบนพื้นรถด้านหน้ายื่นส่งให้หวังกลบเกลื่อนอาการร้อนผ่าวบนใบหน้าแทน

“จะไปไหน” นิชคุณเอ่ยถามร่างบางที่ทำท่าเหมือนจะปีนข้ามไปยังเบาะหลัง “นั่งหน้านี่แหละเกิดต้องเบรกรถกระทันหัน หน้าจะได้ไม่ทิ่มพุ่งออกไปอีก” กล่าวพร้อมกับหมุนเปิดขวดน้ำเพื่อยกขึ้นดื่มดับกระหาย

เสียงทุ้มที่กดต่ำจนเหมือนดุ ทำให้อูยองต้องทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะรถด้านหน้าอย่างหมดทางเลือก แม้จะอยากเถียงอีกคนใจจะขาด แต่ทว่าถ้าเกิดดื้อดึงปีนข้ามกลับไปนั่งด้านหลังอย่างเดิม ไม่แคล้วนิชคุณก็คงหาเรื่องเบรกรถแรงๆ ให้ได้หัวทิ่มหน้าคะหม่ำแบบเมื่อกี้อีกแน่

ถึงเมื่อกี้จะไม่ได้ตั้งใจแกล้งก็เถอะ แต่คนอย่างนิชคุณไว้ใจไม่ได้ โดยเฉพาะการหาเรื่องแกล้งจางอูยอง

“อ๊ะ!” จากที่จางอูยองคิดเอาไว้ไม่นาน เพียงเงยหน้าหันไปมอง ใบหน้าหล่อเหลาของนิชคุณก็กลับเลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ “พ..พี่..พี่คุณ..” ร่างบางเรียกชื่ออีกคนอย่างตะกุกตะกัก ก่อนจะขยับถอยหนีจนแผ่นหลังชิดติดประตูรถยนต์

แต่ทว่าใบหน้าหล่อเหลาพร้อมลมหายใจอุ่นๆ กลับเลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้น มากขึ้นทุกขณะ

“นั่งหน้าก็หน้าทิ่มกระจกรถได้ ถ้าคุณหนูจางไม่คาดเบลท์นะครับ” เข็มขัดนิรภัยถูกดึงพาดร่างเล็กเอาไว้ พร้อมกับเสียบเข้าช่องล๊อคตรงเบาะเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับจางอูยองมากยิ่งขึ้น

“ขอบคุณฮะ” ลมหายใจร้อนที่คลอเคลียใกล้พวงแก้มเมื่อครู่ถูกผละออกไปแล้ว แต่ทว่าใบหน้าของอูยองกลับรู้สึกร้อนผ่าวยิ่งกว่าเก่า ร้อนจนรู้สึกราวกับว่าเอาใบหน้าไปอยู่ใกล้กองเพลิงที่ร้อนระอุ ไหนจะจังหวะหัวใจที่เต้นเร็วจนผิดปกตินี่อีก

อยู่ใกล้คุณฮยองทีไร ทำไมร้อนวูบวาบไปทั้งร่างแบบนี้ทุกที
.
.
.
ลมเย็นๆ ที่พัดปะทะผิวแก้ม พร้อมกับกลิ่นเค็มของทะเลช่วยปลุกอูยองที่ผลอยหลับระหว่างการเดินทางขึ้นมา เสียงคลื่นที่ซัดกระทบชายฝั่งเป็นละอองฟองสีขาว ดึงร่างบางให้เปิดประตูรถก้าวเดินเข้าไปหาช้าๆ โดยอัตโนมัติ

นิชคุณละสายตาจากภาพพื้นน้ำเบื้องหน้า ก่อนหันไปสบมองร่างของอูยองที่ก้าวเดินใกล้เข้ามา ใบหน้าขาวเปื้อนรอยยิ้มบางๆ ดวงตาเรียวสะท้อนแสงแดดอ่อนเป็นประกายระยับ ผิวน้ำ ผืนฟ้า หาดทรายที่ว่าดูสวย บัดนี้กลับถูกความหมดจดจากรอยยิ้มร่างบางบดบังจนสิ้น

“สวยจังฮะ” อูยองหยุดยืนเคียงข้างร่างสูง ดวงตาเรียวรียังคงชื่นชมความงดงามของภาพธรรมชาติเบื้องหน้า

“ใช่สวย...” ดวงตากลมเผลอมองแต่เสี้ยวหน้าของอูยอง จนตอบรับออกไปโดยไม่รู้ตัว

“ไม่น่าเชื่อว่าพี่คุณจะพามาที่สวยๆ แบบนี้” ดวงตาเรียวค่อยๆ พริ้มหลับพร้อมกับแขนเล็กที่กางเยียดออกจนสุด ราวกับกำลังให้สายลมที่พัดผ่านโอบกอดร่างของตัวเองเอาไว้

อิริยาบถที่มองเท่าไหร่ก็ไม่เคยเบื่อ ยังสามารถตรึงนัยน์ตากลมให้หยุดมองพร้อมกับริมฝีปากที่ระบายยิ้มอย่างเอ็นดูได้เหมือนทุกครั้ง “พี่ดีใจที่อูยองชอบ” ฝ่ามือใหญ่วางลงบนเรือนผมนิ่มพร้อมกับออกแรงขยี้อย่างหยอกแกล้งเบาๆ

ถ้าเป็นทุกทีคงจะเป็นเสียงเล็กที่แว๊ดดัง พร้อมกับสายตาขุ่นที่จ้องมองกลับมาเวลาร่างสูงจงใจแกล้ง

แต่ทว่าครั้งนี้กลับเป็นดวงตาเรียวที่เปล่งประกายสดใสพร้อมเรียวปากบางที่คลียิ้มจนเห็นฟันซี่สวยเรียงเป็นระเบียบตอบรับกลับมา

รอยยิ้มที่ทำให้ความรู้สึกร่างสูงลิงโลด จังหวะหัวใจที่เต้นรัวจนเหมือนจะพุ่งทะยานออกจากอกแกร่ง

“พี่คุณขอบคุณนะฮะ” เสียงเล็กเอ่ยบอกแผ่วเบา
.
.
ผลมะพร้าวสีเขียวอ่อนถูกวางลงข้างกาย หลังจากที่น้ำและเนื้อรสนุ่มถูกเด็กแก้มป่องหน้าขาวกวาดกินจนเกลี้ยง อูยองวาดวงแขนโอบกอดเข่าตัวเองเอาไว้หลวมๆ ก่อนเอียงใบหน้าแนบแก้มลงกับท่อนแขนตัวเอง ดวงอาทิตย์เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มพร้อมกับเคลื่อนตัวคล้อยต่ำลงใกล้ผิวน้ำสีฟ้ามากขึ้นทุกขณะ

“ผมไม่ชอบแสงของดวงอาทิตย์ตอนนี้เลยมันรู้สึกเหงายังไงบอกไม่ถูก ผมชอบแสงสีทองยามเช้ามากกว่า”

“ถ้าอยากเห็นพระอาทิตย์ขึ้นก็ต้องออกจากบ้าน