[Fic-Got7] Moonlight 1 {MarkNior}

posted on 04 Jun 2016 14:42 by visaging in Got7

Title : Moonlight

Author : Snoww

Paring: MarkNior-Got7

Rate: PG

Part : 1

---------------------------------------------------------------

เสียงออดที่ดังยาวช่วยหยุดมือที่กำลังขีดเขียนตัวหนังสือบนกระดานไวท์บอร์ด หญิงสูงวัยขยับแว่นตาบนใบหน้าเล็กน้อยก่อนหันร่างกลับมาเผชิญหน้าเหล่านักเรียนที่นั่งนิ่งพร้อมกับสายตารอคอย  “วันนี้พอแค่นี้ แล้วอย่าลืมว่าพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของการส่งรายงาน เอาละกลับบ้านกันดีๆ นะนักเรียน” เพียงแค่คำสั่งเลิกชั้นเรียนจบเสียงร้องเฮ้ก็ดังขึ้นพร้อมกับความวุ่นวายเหมือนกับฝูงผึ้งที่แตกรัง

 

“จินยองไปกินไอศครีมกัน” ทันทีที่ครูผู้สอนเดินหลุดพ้นจากประตูห้องเรียน เด็กหนุ่มใบหน้าคมก็โน้มตัวกระซิบบอกบุคคลที่นั่งอยู่โต๊ะด้านข้าง

 

ใบหน้าขาวพยักตอบรับคำเชิญชวนของเพื่อนร่างสูงก่อนรวบอุปกรณ์การเรียนบนโต๊ะยัดลงในเป้สะพาย “แต่ขอแวะร้านหนังสือก่อนนะยูคยอม”

 

“งั้นเจอกันที่ร้านนะ” เด็กหนุ่มร่างสูงโบกมือให้กับเพื่อนตัวเล็กที่กำลังแบกเป้ขึ้นสะพายไหล่ขณะก้าวเร็วออกนอกห้องเรียน “เอาไอศครีมรสเดิมใช่มั้ยจินยอง”

 

คำถามที่ตะโกนดังไล่หลัง ทำให้จินยองทำเพียงแค่ยกมือขึ้นพร้อมกับทำนิ้วเป็นรูปตัวโอแทนการหันร่างไปเพื่อตอบรับ ก่อนจังหวะของการก้าวเดินจะถูกปรับให้ช้าลงเมื่อเส้นทางเบื้องหน้าถูกร่างของใครบางคนยืนขวางเอาไว้ จินยองชะลอฝีเท้าลงด้วยหัวคิ้วที่ขดขมวดเข้าหากันเมื่อเงาร่างสูงใหญ่กลางทางเดินไม่มีทีท่าว่าจะขยับกายเพื่อหลีกถอยออกจากเส้นทาง

 

ใบหน้าขาวก้มลงมองต่ำไม่คิดสบมองกับร่างที่ยืนขวางเส้นทางเบื้องหน้า มือบางกำกระชับสายเป้บนบ่าขณะตัดสินใจเบี่ยงทิศทางการเดินของตนเอง

 

“ปาร์คจินยองใช่มั้ย”

 

เสียงทุ้มที่เรียกชื่อรั้งร่างที่กำลังเฉียดผ่านให้หยุดหันมอง หนุ่มใหญ่วัยกลางคนในชุดสูทราคาแพงส่งยิ้มใจดีให้กับเด็กหนุ่มที่ใบหน้าเต็มไปด้วยคำถาม “โตขึ้นเยอะมากเลยนะ จินยอง”

 

คิ้วเรียวขดขมวดจนแทบเป็นปมเมื่อใบหน้าของชายสูงวัยที่อยู่เบื้องหน้าคลับคล้ายคลับคลาใครสักคนในความทรงจำ “รู้จักผมด้วยหรอฮะ” ความทรงจำซีดจางเมื่อครั้งที่เขายังเยาว์วัย

 

“โตขึ้นเยอะเลยนะจินยอง” ฝ่ามือใหญ่ลูบศีรษะกลมของเด็กตัวน้อยอย่างเอ็นดู “ชอบเครื่องบินที่ซื้อมาให้มั้ย”

 

ใบหน้าน่ารักของเด็กชายตัวน้อยส่งยิ้มกว้างกลับไปให้ผู้เอ่ยถามแทนคำตอบ วงแขนเล็กๆ โอบกอดของเล่นชิ้นใหม่อย่างหวงแหน

 

“ตอนนี้จินยองยังเด็ก ฉันเป็นห่วงแกค่ะ” หญิงสาวผู้มีดวงหน้าหมดจดคลี่ยิ้มเศร้าสร้อย

 

“ผมเข้าใจ” มือหนาเอื้อมกุมมือของหญิงสาวเเพื่อปลอบโยน “แต่อนาคตของลูกก็สำคัญ”

 

ใบหน้าขาวพยักตอบรับอย่างจำยอมด้วยหยาดน้ำที่คล่องหน่วงบนขอบตาเรียว “แต่ขอเวลาหน่อยได้มั้ยคะ ฉันอยากให้แกโตมากกว่านี้อีกหน่อย อย่างน้อยก็เหมือนต่อเวลาให้ฉันได้อยู่กับแกนานขึ้นอีกนิด”

 

“ผมก็ไม่เคยคิดที่จะพรากจินยองไปเป็นสมบัติตัวเองสักหน่อย” ดวงตาไร้เดียงสาที่จ้องมองการสนทนาทำให้ชายหนุ่มระบายยิ้มกว้างอย่างใจดี ก่อนช้อนอุ้มร่างเด็กน้อยขึ้นนั่งบนตัก “อย่าลืมสิว่าจินยองเป็นลูกของเรา เด็กคนนี้คือทายาทเพียงคนเดียว..สักวันยังไงเขาก็ต้องไปอยู่ในที่ที่เขาควรอยู่ตั้งแต่แรก”

 

จินยองก้าวถอยหลังเล็กน้อยเพื่อตั้งหลักให้กับภาพความทรงจำที่ติดๆ ดับๆ ในหัว มือบางจิกกำจนแน่นขณะก้าวหนีความจริงตรงหน้า แม้ริ้วรอยและกาลเวลาที่ผ่านมาจะทำให้ใบหน้าคุ้นตานั้นเปลี่ยนไปมาก แต่น้ำเสียงและแววตายังคงเหมือนเมื่อครั้งในอดีต อดีตที่กำลังเป็นปัจจุบันอีกครั้ง...

.

.

.

ร่างที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟาผุดตัวลุกขึ้นด้วยสีหน้าและแววตาที่ฉายแววกังวลทันทีที่ร่างของบุตรชายแสนรักก้าวพรวดเข้ามาภายในบ้าน “จินยอง..” เอ่ยเรียกร่างที่ก้าวผ่านไปโดยไร้ซึ่งคำทักทาย “ลูกเจอเขาแล้วใช่มั้ย”

 

“ครับ” เด็กหนุ่มตอบรับเพียงสั้นๆ โดยที่ยังคงหันแผ่นหลังให้กับผู้ให้กำเนิด ใบหน้าหวานก้มมองต่ำเพื่อหลบซ่อนความอ่อนแอจากดวงตา ดวงตาที่เคลือบคลอไปด้วยม่านน้ำตา

 

“ทั้งหมดก็เพื่ออนาคตของลูก”

 

“ผมมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยตัวเองมั้ยครับ” จินยองพยายามควบคุมน้ำเสียงของเขาให้เป็นปกติ ขณะเริ่มรู้สึกถึงความสั่นไหวภายในร่าง “ตัวเลือกเพียงข้อเดียวที่ผมได้รับมาในวันนี้ ขอเวลาให้ผมได้ทบทวนมันหน่อยได้มั้ยครับ” การร้องขอเพื่อซื้อเวลา ข้อต่อรองที่เขารู้ดีว่ามันก็แค่การพาความหวาดกลัวของตนเองไปหลบซ่อนอยู่หลังกำแพงเปราะบาง

 

หญิงสูงวัยพยักหน้าให้กับแผ่นหลังเล็กตรงหน้า “จ๊ะ..” ถ้อยคำตอบรับที่ถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ ขณะปล่อยให้หยดน้ำตาวาดเส้นทางผ่านใบหน้าด้วยความรู้สึกอัดแน่น เมื่อในเวลานี้หล่อนทำได้เพียงเฝ้ามองร่างของบุตรชายสุดรักก้าวขึ้นบันไดไปยังชั้นบนของบ้านอย่างเงียบๆ

 

เพียงแค่ช่องว่างระหว่างบานประตูถูกปิดลง จินยองก็ทรุดร่างลงกับพื้นด้วยแข้งขาที่อ่อนแรง คำถามมากมายเกิดขึ้นในหัวสมอง เสียงความคิดที่ถกเถียงตบตีกันในหัว ข้อต่อรองที่เขาใช้มันเป็นกำแพงปิดกั้นความเป็นจริง  ความจริงที่ทำให้เขาไม่อาจหาเหตุผลใดมาลบล้างมันออกไปได้  

 

Rrr  Rrr….

 

เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือหยุดความคิดที่กำลังตีรวนในหัว จินยองล้วงสมาร์ทโฟนเครื่องบางออกจากกระเป๋ากางเกงก่อนหยุดมองชื่อของคนโทรเข้าด้วยความลังเล ลมหายใจถูกถอนออกจากอกเบาๆ ขณะปลายนิ้วเลื่อนสัมผัสเพื่อรับสายจากปลายทาง

 

“อ่า..ยูคยอม”

 

[“ย่าห์! ปาร์คจินยอง นายรู้มั้ยว่าฉันรอนายจนไอศครีมละลายล้นถ้วยแล้วนะ นี่ตอนนี้นายอยู่ไหนใกล้ถึงร้านหรือยัง”]

 

“อืม..” เสียงหวานตอบรับประโยคยาวเหยียดเพียงสั้นๆ

 

[“ไอ้อืมของนายเนี้ย คือนายใกล้ถึงแล้ว หรือว่ายังไม่ถึง”] เพื่อนร่างสูงยังคงส่งเสียงโหวกเหวกมาตามสาย [“ถ้านายจะเลทขนาดนี้นายก็น่าจะโทรบอกกันบ้างสิ ไม่ใช่ปล่อยให้ฉันนั่งรอนายจนเกือบชั่วโมงแบบนี้”]

 

“ขอโทษนะยูคยอม แต่วันนี้ฉันคงไปไม่ได้แล้วละ มีธุระด่วนที่บ้านน่ะ เลยต้องรีบกลับมา”

 

[“ถ้าแบบนั้นก็ไม่เป็นไร แต่คราวหน้าโทรบอกกันบ้างสักนิดก็ดีนะ”] เหตุผลของจินยองทำให้พายุที่ปลายสายสงบลง [“แล้วนายถึงบ้านแล้วใช่มั้ย”]

 

“ถึงแล้วละ ...ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกนายก็กลับบ้านดีๆ นะ อืม..บาย” หลังจบบทการสนทนากับเพื่อนร่างสูงความรู้สึกอึดอัดก็กลับเข้ามาวนเวียนภายในร่างอีกครั้ง ดวงตาว่างเปล่ากวาดมองไปรอบๆ บริเวณห้องอย่างเลื่อนลอย ก่อนของเล่นที่แสนหวงแหนในวัยเด็กจะฉุดให้จินยองต้องลุกขึ้นก้าวเข้าหา

 

“ทำไมถึงต้องกลับมา” เพียงแค่ปลายนิ้วแตะสัมผัสบนพื้นผิวของเล่นชิ้นสำคัญ คำถามมากมายก็พร่างพรูออกมาพร้อมกับหยดน้ำตาที่ตกกระทบ “ทำไมคุณถึงบินกลับมาพร้อมกับเหตุผลที่แข็งแกร่งแบบนี้ละ” ฝ่ามือเล็กประคองหยิบเครื่องบินลำโปรดเอาไว้ จ้องมองความสูงนอกหน้าต่างด้วยความคิดที่ว่า ถ้าหากเพียงแค่เขาคลายเรี่ยวแรงของปลายนิ้วที่โอบอุ้ม ของเล่นชิ้นสำคัญก็คงแตกหัก ความทรงจำอบอุ่นที่เฝ้าทะนุถนอมก็จะแหลกสลายหายไปด้วย

 

ความอบอุ่นที่จินยองรอคอยมันมาตลอด…

 

.

.

.

 

สัมผัสของฝ่ามือที่ลูบลงมาบนเส้นผมสีดำขลับทำให้ร่างที่กำลังหลับสนิทยับเคลื่อนเข้าหากลิ่นหอมที่คุ้นเคยด้วยเปลือกตาที่ยังคงปิดสนิท “คุณยาย..” วงแขนเล็กรวบกอดเอวของคนที่เพิ่งทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนุ่ม ซุกใบหน้าที่ยังหลงเหลือร่องรอยของคราบน้ำตาลงกับตักอุ่น

 

“แม่เขาเป็นห่วง เห็นว่าไม่ลงมาทานข้าวเย็น” หญิงชราเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น ขณะระบายยิ้มให้กับร่างที่ขดตัวอยู่บนเตียงนอน “ยายไม่เคยถามเหตุผลว่าทำไมแม่หลานถึงเลือกที่จะกลับมาอยู่ปูซาน แล้วก็ไม่เคยถามว่าทำไมเขาสองคนถึงไม่อยู่ด้วยกัน”

 

เสียงนุ่มที่หยุดลงเพียงชั่วครู่ดึงให้เปลือกตาบางเปิดมองด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้  ก่อนเรื่องราวที่จินยองเฝ้าหาคำตอ