[Fic-Got7] Moonlight 1 {MarkNior}

posted on 04 Jun 2016 14:42 by visaging in Got7

Title : Moonlight

Author : Snoww

Paring: MarkNior-Got7

Rate: PG

Part : 1

---------------------------------------------------------------

เสียงออดที่ดังยาวช่วยหยุดมือที่กำลังขีดเขียนตัวหนังสือบนกระดานไวท์บอร์ด หญิงสูงวัยขยับแว่นตาบนใบหน้าเล็กน้อยก่อนหันร่างกลับมาเผชิญหน้าเหล่านักเรียนที่นั่งนิ่งพร้อมกับสายตารอคอย  “วันนี้พอแค่นี้ แล้วอย่าลืมว่าพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของการส่งรายงาน เอาละกลับบ้านกันดีๆ นะนักเรียน” เพียงแค่คำสั่งเลิกชั้นเรียนจบเสียงร้องเฮ้ก็ดังขึ้นพร้อมกับความวุ่นวายเหมือนกับฝูงผึ้งที่แตกรัง

 

“จินยองไปกินไอศครีมกัน” ทันทีที่ครูผู้สอนเดินหลุดพ้นจากประตูห้องเรียน เด็กหนุ่มใบหน้าคมก็โน้มตัวกระซิบบอกบุคคลที่นั่งอยู่โต๊ะด้านข้าง

 

ใบหน้าขาวพยักตอบรับคำเชิญชวนของเพื่อนร่างสูงก่อนรวบอุปกรณ์การเรียนบนโต๊ะยัดลงในเป้สะพาย “แต่ขอแวะร้านหนังสือก่อนนะยูคยอม”

 

“งั้นเจอกันที่ร้านนะ” เด็กหนุ่มร่างสูงโบกมือให้กับเพื่อนตัวเล็กที่กำลังแบกเป้ขึ้นสะพายไหล่ขณะก้าวเร็วออกนอกห้องเรียน “เอาไอศครีมรสเดิมใช่มั้ยจินยอง”

 

คำถามที่ตะโกนดังไล่หลัง ทำให้จินยองทำเพียงแค่ยกมือขึ้นพร้อมกับทำนิ้วเป็นรูปตัวโอแทนการหันร่างไปเพื่อตอบรับ ก่อนจังหวะของการก้าวเดินจะถูกปรับให้ช้าลงเมื่อเส้นทางเบื้องหน้าถูกร่างของใครบางคนยืนขวางเอาไว้ จินยองชะลอฝีเท้าลงด้วยหัวคิ้วที่ขดขมวดเข้าหากันเมื่อเงาร่างสูงใหญ่กลางทางเดินไม่มีทีท่าว่าจะขยับกายเพื่อหลีกถอยออกจากเส้นทาง

 

ใบหน้าขาวก้มลงมองต่ำไม่คิดสบมองกับร่างที่ยืนขวางเส้นทางเบื้องหน้า มือบางกำกระชับสายเป้บนบ่าขณะตัดสินใจเบี่ยงทิศทางการเดินของตนเอง

 

“ปาร์คจินยองใช่มั้ย”

 

เสียงทุ้มที่เรียกชื่อรั้งร่างที่กำลังเฉียดผ่านให้หยุดหันมอง หนุ่มใหญ่วัยกลางคนในชุดสูทราคาแพงส่งยิ้มใจดีให้กับเด็กหนุ่มที่ใบหน้าเต็มไปด้วยคำถาม “โตขึ้นเยอะมากเลยนะ จินยอง”

 

คิ้วเรียวขดขมวดจนแทบเป็นปมเมื่อใบหน้าของชายสูงวัยที่อยู่เบื้องหน้าคลับคล้ายคลับคลาใครสักคนในความทรงจำ “รู้จักผมด้วยหรอฮะ” ความทรงจำซีดจางเมื่อครั้งที่เขายังเยาว์วัย

 

“โตขึ้นเยอะเลยนะจินยอง” ฝ่ามือใหญ่ลูบศีรษะกลมของเด็กตัวน้อยอย่างเอ็นดู “ชอบเครื่องบินที่ซื้อมาให้มั้ย”

 

ใบหน้าน่ารักของเด็กชายตัวน้อยส่งยิ้มกว้างกลับไปให้ผู้เอ่ยถามแทนคำตอบ วงแขนเล็กๆ โอบกอดของเล่นชิ้นใหม่อย่างหวงแหน

 

“ตอนนี้จินยองยังเด็ก ฉันเป็นห่วงแกค่ะ” หญิงสาวผู้มีดวงหน้าหมดจดคลี่ยิ้มเศร้าสร้อย

 

“ผมเข้าใจ” มือหนาเอื้อมกุมมือของหญิงสาวเเพื่อปลอบโยน “แต่อนาคตของลูกก็สำคัญ”

 

ใบหน้าขาวพยักตอบรับอย่างจำยอมด้วยหยาดน้ำที่คล่องหน่วงบนขอบตาเรียว “แต่ขอเวลาหน่อยได้มั้ยคะ ฉันอยากให้แกโตมากกว่านี้อีกหน่อย อย่างน้อยก็เหมือนต่อเวลาให้ฉันได้อยู่กับแกนานขึ้นอีกนิด”

 

“ผมก็ไม่เคยคิดที่จะพรากจินยองไปเป็นสมบัติตัวเองสักหน่อย” ดวงตาไร้เดียงสาที่จ้องมองการสนทนาทำให้ชายหนุ่มระบายยิ้มกว้างอย่างใจดี ก่อนช้อนอุ้มร่างเด็กน้อยขึ้นนั่งบนตัก “อย่าลืมสิว่าจินยองเป็นลูกของเรา เด็กคนนี้คือทายาทเพียงคนเดียว..สักวันยังไงเขาก็ต้องไปอยู่ในที่ที่เขาควรอยู่ตั้งแต่แรก”

 

จินยองก้าวถอยหลังเล็กน้อยเพื่อตั้งหลักให้กับภาพความทรงจำที่ติดๆ ดับๆ ในหัว มือบางจิกกำจนแน่นขณะก้าวหนีความจริงตรงหน้า แม้ริ้วรอยและกาลเวลาที่ผ่านมาจะทำให้ใบหน้าคุ้นตานั้นเปลี่ยนไปมาก แต่น้ำเสียงและแววตายังคงเหมือนเมื่อครั้งในอดีต อดีตที่กำลังเป็นปัจจุบันอีกครั้ง...

.

.

.

ร่างที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟาผุดตัวลุกขึ้นด้วยสีหน้าและแววตาที่ฉายแววกังวลทันทีที่ร่างของบุตรชายแสนรักก้าวพรวดเข้ามาภายในบ้าน “จินยอง..” เอ่ยเรียกร่างที่ก้าวผ่านไปโดยไร้ซึ่งคำทักทาย “ลูกเจอเขาแล้วใช่มั้ย”

 

“ครับ” เด็กหนุ่มตอบรับเพียงสั้นๆ โดยที่ยังคงหันแผ่นหลังให้กับผู้ให้กำเนิด ใบหน้าหวานก้มมองต่ำเพื่อหลบซ่อนความอ่อนแอจากดวงตา ดวงตาที่เคลือบคลอไปด้วยม่านน้ำตา

 

“ทั้งหมดก็เพื่ออนาคตของลูก”

 

“ผมมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยตัวเองมั้ยครับ” จินยองพยายามควบคุมน้ำเสียงของเขาให้เป็นปกติ ขณะเริ่มรู้สึกถึงความสั่นไหวภายในร่าง “ตัวเลือกเพียงข้อเดียวที่ผมได้รับมาในวันนี้ ขอเวลาให้ผมได้ทบทวนมันหน่อยได้มั้ยครับ” การร้องขอเพื่อซื้อเวลา ข้อต่อรองที่เขารู้ดีว่ามันก็แค่การพาความหวาดกลัวของตนเองไปหลบซ่อนอยู่หลังกำแพงเปราะบาง

 

หญิงสูงวัยพยักหน้าให้กับแผ่นหลังเล็กตรงหน้า “จ๊ะ..” ถ้อยคำตอบรับที่ถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ ขณะปล่อยให้หยดน้ำตาวาดเส้นทางผ่านใบหน้าด้วยความรู้สึกอัดแน่น เมื่อในเวลานี้หล่อนทำได้เพียงเฝ้ามองร่างของบุตรชายสุดรักก้าวขึ้นบันไดไปยังชั้นบนของบ้านอย่างเงียบๆ

 

เพียงแค่ช่องว่างระหว่างบานประตูถูกปิดลง จินยองก็ทรุดร่างลงกับพื้นด้วยแข้งขาที่อ่อนแรง คำถามมากมายเกิดขึ้นในหัวสมอง เสียงความคิดที่ถกเถียงตบตีกันในหัว ข้อต่อรองที่เขาใช้มันเป็นกำแพงปิดกั้นความเป็นจริง  ความจริงที่ทำให้เขาไม่อาจหาเหตุผลใดมาลบล้างมันออกไปได้  

 

Rrr  Rrr….

 

เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือหยุดความคิดที่กำลังตีรวนในหัว จินยองล้วงสมาร์ทโฟนเครื่องบางออกจากกระเป๋ากางเกงก่อนหยุดมองชื่อของคนโทรเข้าด้วยความลังเล ลมหายใจถูกถอนออกจากอกเบาๆ ขณะปลายนิ้วเลื่อนสัมผัสเพื่อรับสายจากปลายทาง

 

“อ่า..ยูคยอม”

 

[“ย่าห์! ปาร์คจินยอง นายรู้มั้ยว่าฉันรอนายจนไอศครีมละลายล้นถ้วยแล้วนะ นี่ตอนนี้นายอยู่ไหนใกล้ถึงร้านหรือยัง”]

 

“อืม..” เสียงหวานตอบรับประโยคยาวเหยียดเพียงสั้นๆ

 

[“ไอ้อืมของนายเนี้ย คือนายใกล้ถึงแล้ว หรือว่ายังไม่ถึง”] เพื่อนร่างสูงยังคงส่งเสียงโหวกเหวกมาตามสาย [“ถ้านายจะเลทขนาดนี้นายก็น่าจะโทรบอกกันบ้างสิ ไม่ใช่ปล่อยให้ฉันนั่งรอนายจนเกือบชั่วโมงแบบนี้”]

 

“ขอโทษนะยูคยอม แต่วันนี้ฉันคงไปไม่ได้แล้วละ มีธุระด่วนที่บ้านน่ะ เลยต้องรีบกลับมา”

 

[“ถ้าแบบนั้นก็ไม่เป็นไร แต่คราวหน้าโทรบอกกันบ้างสักนิดก็ดีนะ”] เหตุผลของจินยองทำให้พายุที่ปลายสายสงบลง [“แล้วนายถึงบ้านแล้วใช่มั้ย”]

 

“ถึงแล้วละ ...ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกนายก็กลับบ้านดีๆ นะ อืม..บาย” หลังจบบทการสนทนากับเพื่อนร่างสูงความรู้สึกอึดอัดก็กลับเข้ามาวนเวียนภายในร่างอีกครั้ง ดวงตาว่างเปล่ากวาดมองไปรอบๆ บริเวณห้องอย่างเลื่อนลอย ก่อนของเล่นที่แสนหวงแหนในวัยเด็กจะฉุดให้จินยองต้องลุกขึ้นก้าวเข้าหา

 

“ทำไมถึงต้องกลับมา” เพียงแค่ปลายนิ้วแตะสัมผัสบนพื้นผิวของเล่นชิ้นสำคัญ คำถามมากมายก็พร่างพรูออกมาพร้อมกับหยดน้ำตาที่ตกกระทบ “ทำไมคุณถึงบินกลับมาพร้อมกับเหตุผลที่แข็งแกร่งแบบนี้ละ” ฝ่ามือเล็กประคองหยิบเครื่องบินลำโปรดเอาไว้ จ้องมองความสูงนอกหน้าต่างด้วยความคิดที่ว่า ถ้าหากเพียงแค่เขาคลายเรี่ยวแรงของปลายนิ้วที่โอบอุ้ม ของเล่นชิ้นสำคัญก็คงแตกหัก ความทรงจำอบอุ่นที่เฝ้าทะนุถนอมก็จะแหลกสลายหายไปด้วย

 

ความอบอุ่นที่จินยองรอคอยมันมาตลอด…

 

.

.

.

 

สัมผัสของฝ่ามือที่ลูบลงมาบนเส้นผมสีดำขลับทำให้ร่างที่กำลังหลับสนิทยับเคลื่อนเข้าหากลิ่นหอมที่คุ้นเคยด้วยเปลือกตาที่ยังคงปิดสนิท “คุณยาย..” วงแขนเล็กรวบกอดเอวของคนที่เพิ่งทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนุ่ม ซุกใบหน้าที่ยังหลงเหลือร่องรอยของคราบน้ำตาลงกับตักอุ่น

 

“แม่เขาเป็นห่วง เห็นว่าไม่ลงมาทานข้าวเย็น” หญิงชราเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น ขณะระบายยิ้มให้กับร่างที่ขดตัวอยู่บนเตียงนอน “ยายไม่เคยถามเหตุผลว่าทำไมแม่หลานถึงเลือกที่จะกลับมาอยู่ปูซาน แล้วก็ไม่เคยถามว่าทำไมเขาสองคนถึงไม่อยู่ด้วยกัน”

 

เสียงนุ่มที่หยุดลงเพียงชั่วครู่ดึงให้เปลือกตาบางเปิดมองด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้  ก่อนเรื่องราวที่จินยองเฝ้าหาคำตอบมาตลอดจะค่อยๆ ถูกเล่าเรียง...

 

ชายผู้มาจากต้นตระกูลผู้สูงศักดิ์กับหญิงสาวที่เกิดมาจากครอบครัวคนธรรมดาฐานะปานกลาง เมื่อทั้งสองคนรักกันเรื่องราวต่อจากนั้นมันไม่ได้จบลงสวยงามเฉกเช่นเดียวอย่างในละครรักโรแมนติกและสิ่งที่พรากคนทั้งคู่ให้จากกันก็ไม่ใช่เพราะสาเหตุการเหยียดชนชั้นอย่างในนิยายรักคร่ำครึ แต่เพราะหญิงสาวไม่อาจทนเห็นกิจการต้นตระกูลของคนรักต้องล้มละลายลงไปตรงหน้า การแต่งงานกับคนที่ฐานะและชาติตระกูลทัดเทียมจะสามารถเกื้อกูลการเงินที่กำลังย่ำแย่ของครอบครัวชายหนุ่มให้อยู่รอดต่อไปได้

 

“คุณยายโกรธเขามั้ยฮะ” เสียงหวานเอ่ยถามอู้อี้กับตักนุ่ม

 

“เขาสองคนไม่เคยเลิกรักกัน เพียงแต่รอเวลาที่เหมาะสม เวลาที่เขาสองคนจะได้โคจรกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง” หญิงชราคลี่ยิ้มอบอุ่นให้กับเรียวคิ้วที่ขดขมวดเข้าหากันจนแทบเป็นปมของจินยอง “อีกอย่างปู่กับย่าของหลาน ท่านก็ดีต่อแม่ของเรามากจริงๆ เพราะคนที่ค้านจนหัวชนฝาเป็นคนแรกน่ะ คือย่าของหลาน ท่านทั้งสองไม่เคยรังเกียจเด็กสาวที่มาจากบ้านนอก แถมยังให้ความเอ็นดูเหมือนลูกสาวแท้ๆ ด้วยเหตุนี้แม่ของหลานจึงทนไม่ได้หากจะต้องเป็นคนเห็นแก่ตัว ทนไม่ได้ที่จะต้องเห็นบั้นปลายชีวิตของท่านทั้งสองต้องลำบาก จึงเลือกที่จะหนีหายออกมา” ฝ่ามือนุ่มไล้ข้างพวงแก้มของร่างบางด้วยความเอ็นดู “พวกเขามาตามหาแม่ของหลานที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ตอนนั้นยายก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแม่ของหลานไปหลบพักอยู่ที่ไหน จนท้ายที่สุดข่าวการแต่งงานของพ่อเราลงครึกโครมบนหน้าหนังสือพิมพ์ นั่นแหละ หลังจากนั้นยายถึงได้พบหน้าลูกสาวที่ขาดการติดต่อหายไปเป็นปี พร้อมกับเด็กตัวเล็กๆ ที่ถูกอุ้มเอาไว้ในอ้อมแขน”  

 

“ผมอาจไม่ใช่ลูกของเขาก็ได้” จินยองเอ่ยแย้งด้วยน้ำเสียงติดน้อยใจ แม้เรื่องราวที่เพิ่งได้รับฟังจะทำให้เขาเข้าใจที่มาของ ‘ต้นเหตุ’ มากขึ้น แต่มันก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด ส่วนที่ยังเป็นข้อสงสัยในเรื่องของบุคคลที่เป็นตัวแทรกกลางระหว่างความสัมพันธ์ของพ่อกับแม่ยังคงครางแคลงติดอยู่ในใจ

 

“หลานเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าใช่หรือไม่” หญิงชราหัวเราะให้กับใบหน้าที่ช้อนมองอย่างงอนๆ “ใครกันที่วิ่งร้องไห้มาถามว่าทำไมหน้าผมถึงไม่เหมือนแม่กับยาย คำถามที่ว่าผมใช่ลูกของแม่มั้ย หน้าผมเหมือนใคร ยังจำได้ดีใช่มั้ยละ” พลางบีบปลายจมูกเชิดรั้นของเด็กหนุ่มเพียงเบาๆ

 

“ต้องให้ผมไปอยู่ไกลขนาดนั้นคุณยายจะไม่คิดถึงผมแย่หรอฮะ”

 

“อยากรู้เหมือนกันว่าจะทนคิดถึงหลานคนนี้ได้มั้ย”

.

.

.

“สรุปว่าปิดเทอมนี้นายก็จะไม่อยู่ปูซานแล้วใช่มั้ยจินยอง”

 

“ใช่ว่าฉันอยากจะไป” ร่างบางเอนศีรษะซบพิงต้นแขนเพื่อนร่างสูงที่นั่งอยู่ด้านข้าง “แต่เหตุผลที่ฉันได้ฟังมันทำให้ฉันหมดคำพูดที่จะโต้เถียง อีกอย่างไม่อยากให้แม่ต้องเสียใจด้วย”

 

“ฉันต้องคิดถึงนายมากแน่ๆ” ยูคยอมเกลี้ยงเส้นผมสีดำขลับของร่างบางเล่นเบาๆ “นึกว่าปิดเทอมนี้เราจะได้ไปกางเต้นท์ตั้งแคมปิ้งกันเหมือนปีที่ผ่านมา” พลางถอนลมหายใจออกจากอกเฮือกใหญ่ เมื่อข่าวคราวที่ได้รับฟังจากเพื่อนสนิทมันทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกใจหาย

 

“นายก็ไปหาฉันสิ หรือจะย้ายไปเรียนที่เดียวกันเลยก็ได้” จินยองผละศีรษะที่กำลังพิงซบออกก่อนจับต้นแขนแข็งแรงของยูคยอมเขย่าเพื่อเรียกร้องคำตอบ

 

“ไม่แน่ตอนนั้นนายอาจจะได้เพื่อนใหม่จนลืมเพื่อนเก่าอย่างฉันไปแล้วก็ได้” ร่างสูงยู่ปากด้วยสีหน้าหม่น แต่เพียงครู่เดียวก็ระบายยิ้มเต็มแก้มกลับไปให้เพื่อนร่างเล็ก “ฉันล้อเล่นหรอกน่า ไปสิไปแน่นอนเพราะปกติช่วงปิดเทอมฉันต้องได้นอนกอดจินยองนี่ของฉันตลอดนี่น่า” พลางคว้ากอดร่างบางเอาไว้ในอ้อมอก หลบซ่อนดวงตาหม่นจากเพื่อตัวเล็ก

 

“อื้อ..ยูคยอม นายรัดฉันแน่นเกินไปแล้ว” ร่างบางดื้นร่วนในพันธนาการแข็งแกร่งที่รัดแน่น “ปล่อยได้แล้วน่า” บ่นคนที่หยอกแกล้งด้วยน้ำเสียงอู้อี้พร้อมกับกำปั้นเล็กที่ทุบตีลงไปเบาๆ

 

“รับปากมาก่อนว่าจะเลี้ยงไอศครีม ฉันถึงจะปล่อย” ร่างสูงตั้งเงื่อนไขให้กับจินยอง

 

“ทำไมฉันต้องเลี้ยงนายด้วยเล่า”

 

“งั้นฉันจะกอดนายให้จมไปกับอกฉันเลยคอยดู” ยูคยอมเพิ่มแรงกระชับของวงแขนที่กอดรัด

 

“ก-ก็ได้ แต่ปล่อยก่อน นายต้องปล่อยฉันก่อน” เพียงแค่วงแขนแกร่งคลายออก ร่างบางก็รีบเบี่ยงตัวออกมาด้วยความรวดเร็ว กระเป๋าเป้ที่วางอยู่บนพื้นถูกคว้าขึ้นแนบอกขณะเท้าเล็กก้าวถอยเพื่อเว้นระยะห่าง “ฉันจะเลี้ยงนาย” ริมฝีปากบางยกยิ้มร้าย “ถ้านายไปหาฉันที่โซล!” ทันทีที่พูดจบจินยองก็เร่งฝีเท้าวิ่งหนีร่างที่ตะโกนโวยวายไล่หลัง

 

“ย่าห์! ปาร์คจินยอง!!!”

.

.

.

ความเงียบที่ครอบคลุมอยู่ในชั้นบรรยากาศกลืนตัวตนของชายที่นั่งอยู่บนเบาะด้านข้าง จนทำให้จินยองต้องลอบถอนลมหายใจออกมาเบาๆ เมื่อบทสนทนาระหว่างตัวเขาและผู้เป็นบิดาตลอดระยะเวลาของการเดินทางมีไม่มากนัก ภาพวิวของต้นไม้หลากสีข้างทางสามารถดึงดูดให้ดวงตาเรียวทอดมองได้เพียงแค่ชั่วครู่ ก่อนภาพตึกสูงแปลกตาและหน้าจอโฆษณาขนาดใหญ่ที่ปรากฎทดแทนขึ้นเต็มแทบทุกพื้นที่สองฝั่งถนนจะทำให้ใบหน้าขาวละความสนใจกลับมายังความอึดอัดอีกครั้ง  

 

จนเมื่อรถยนต์แล่นข้ามประตูรั้วขนาดใหญ่ก่อนวงล้อสีดำจะหยุดเทียบกับเชิงบันไดหินอ่อน ความจริงที่จินยองจะต้องเผชิญในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้ากลับสร้างความประหม่าให้กับร่างเล็กจนทำให้การเปิดประตูรถกลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันที การก้าวขาให้พ้นขอบประตูรถยนต์เป็นไปอย่างทุลักทุเลเมื่อโลกภายนอกที่เขากำลังก้าวออกไปนั้นช่างดูแตกต่างจากสิ่งที่เขาเคยสัมผัสมาอย่างสิ้นเชิง กลุ่มบุคคลที่อยู่ในชุดยูนิฟอร์มขาวดำยืนเรียงหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบ ก่อนการกล่าวทักทายต้อนรับคุณผู้ชายและคุณหนูคนใหม่ของบ้านราวกับละครที่เขาเคยดู และร่างของหญิงวัยกลางคนที่กำลังก้าวเดินมาด้วยท่วงท่าสง่างามจนน่าเกรงขาม ผู้หญิงที่คั้นความรักของพ่อกับแม่ จินยองภาวนาขอให้หล่อนไม่ใช่แม่เลี้ยงใจร้ายเหมือนในนิทานก่อนนอนที่เขาเคยได้ฟัง

 

“เดินทางกันมาตั้งหลายชั่วโมงคงเหนื่อยกันแย่สินะคะ” หญิงวัยกลางคนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไพเราะขณะคลี่ยิ้มให้กับสองร่าง ฝ่ามือบอบบางวางทาบบนใบหน้าเด็กหนุ่มแผ่วเบาก่อนไล้ข้างพวงแก้มสีชมพูระเรื่อด้วยสัมผัสอ่อนโยน “จินยองคงจำป้าแชวอนไม่ได้แล้วแน่ๆ เพราะตอนนั้นที่เคยพบกันจินยองยังแค่สามหรือสี่ขวบเองได้มั้ง”

 

“ส-สวัสดีฮะ” จินยองโค้งตัวเพื่อแสดงความเคารพผู้สูงวัยกว่า “ขอโทษนะฮะที่ผมจำเรื่องตอนนั้นไม่ได้เลย” ใบหน้าน่ารักหม่นลงอย่างรู้สึกผิด กับเรื่องราวที่ถูกลบหายไปจากความทรงจำ ขณะยังรู้สึกตื่นๆ กับบ้านหลังใหญ่ กลุ่มคนที่เหมือนบอดี้การ์ดและแม่บ้าน รวมทั้งการต้อนรับที่แสนอบอุ่นอ่อนโยนจากหญิงตรงหน้า

 

“ตามาร์คคงดีใจที่มีน้องชายหน้าตาน่ารักนะคะคุณจินกู” ใบหน้าหม่นของจินยองเรียกให้เสียงหัวเราะเปล่งดังขึ้น “ไม่เอาสิ ไม่ทำหน้าแบบนั้น” พลางวาดวงแขนโอบกอดร่างของเด็กหนุ่มเอาไว้ด้วยความเอ็นดู “ขึ้นไปดูห้องที่ป้าจัดเตรียมเอาไว้ให้ดีกว่า เผื่อจินยองจะอยากได้เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งเพิ่มในห้องป้าจะได้ให้คนรีบจัดการให้”

 

ความใจดีที่หญิงสูงวัยส่งมอบให้ช่วยคลายความอึดอัดที่สะสมแน่นมาตลอดการเดินทางให้เบาบางลง เมื่อการเผชิญหน้ากับบุคคลที่อยู่ในฐานะแม่เลี้ยงกลับไม่ได้น่าหวาดกลัวเหมือนในจินตนาการ จินยองก้าวตามร่างระหงที่เดินนำอย่างว่าง่ายจนขั้นสุดท้ายของบันไดที่ทอดตัวขึ้นมายังชั้นสอง ผู้นำทางจึงหยุดร่างลงที่หน้าประตูห้องสีเบจบานใหญ่

 

“ห้องของป้าอยู่ทางปีกซ้าย” ผายมือไปยังทิศทางที่อยู่อีกด้านของทางเดินยาว “ส่วนห้องที่ป้าเตรียมไว้ให้จินยองอยู่ทางปีกด้านขวามือ” แชวอนหยุดประโยคก่อนหันมองบานประตูห้องที่อยู่ตรงกันข้ามกับห้องของร่างบาง “ส่วนห้องที่อยู่ตรงข้ามจินยองเป็นห้องของพี่มาร์ค”

 

ใบหน้าหวานพยักขึ้นลงแสดงออกว่าเข้าใจ แม้จะยังนึกภาพพี่ชายต่างสายเลือดไม่ออกแต่จินยองคิดว่าพี่มาร์คคงใจดีไม่แตกต่างจากผู้เป็นมารดา ก่อนความคิดเรื่องหน้าตาและนิสัยใจคอเจ้าของห้องที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจะถูกแทนที่ด้วยเสียงเรียกของป้าแชวอน หลังบานประตูที่ถูกเปิดเผยห้องนอนที่มีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ ร่างบางคำนวนคร่าวๆ ว่าความกว้างอาจเทียบเท่าห้องนั่งเล่นที่บ้านปูซานเสียด้วยซ้ำ การตกแต่งห้องด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนถูกจัดวางเอาไว้อย่างลงตัว ชั้นติดผนังที่ถูกเติมเต็มไว้ด้วยหนังสือหลากหลายประเภทดึงให้คนตัวเล็กก้าวเข้าหาด้วยดวงตาที่เป็นประกายสดใส

 

“ชอบห้องที่ป้าเตรียมไว้ให้มั้ย”

 

ร่างบางหันมองเจ้าของคำถามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ชอบมากฮะ ขอบคุณนะฮะคุณป้า”

 

หญิงสูงวัยพยักหน้าเพื่อตอบรับถ้อยคำขอบคุณด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “ถ้าอยากได้อะไรเพิ่มเติมก็บอกป้าได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ” พลางไล้ฝ่ามือลงบนศีรษะกลมของเด็กหนุ่มเบาๆ “ป้าไม่กวนแล้วดีกว่า เดี๋ยวจะลงไปเตรียมอาหารเย็นให้ จินยองพักผ่อนตามสบายนะ หรือจะลงไปเดินเล่นรอบๆ บ้านก็ได้ เดี๋ยวตั้งโต๊ะเสร็จจะให้แม่บ้านไปเรียก”

 

“ฮะคุณป้า” เด็กหนุ่มตอบรับอย่างว่าง่าย ก่อนโค้งคำนับให้กับผู้สูงวัยกว่าเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณส่งท้ายร่างที่ปลีกตัวเดินออกไปจากบานประตู จินยองกวาดสายตามองรอบห้องนอนที่เขาเพิ่งได้ครอบครองด้วยรอยยิ้มที่ค่อยๆ จางลงเมื่อความเงียบที่โรยตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศทำให้เด็กหนุ่มคิดถึงบุคคลสำคัญที่เพิ่งจากมา แต่เพียงครู่เดียวนัยน์ตาอ่อนแสงก็กลับฉายแววของความตั้งมั่นขึ้นมาอีกครั้ง

 

ผ้าม่านสีขาวที่ปลิวหยอกกับสายลมที่พัดผ่านหน้าต่างบานกว้างเรียกให้เท้าเล็กก้าวเข้าหา จินยองหยุดยืนอยู่บนระเบียงที่ยื่นออกก่อนกางแขนเพื่อรับอากาศเข้าจนเต็มปอดพลางบิดตัวเล็กน้อยเพื่อผ่อนคลายร่างที่ปวดเมื่อยจากการเดินทาง ดวงตาที่กำลังเพลิดเพลินไปกับภาพวิวของสวนหย่อมนอกระเบียงถูกเสียงดังกระหึ่มจากรถยนต์ราคาแพงหลักสิบล้านที่ร่างบางเคยได้เห็นจากในนิตยสารเบนความสนใจให้จ้องมองแทน

 

“ว๊าว..รถของใครกันนะ” จดจ้องรถยนต์ที่กำลังแล่นจอดด้วยดวงตาประกายวาววับ และเพียงแค่บานประตูถูกเปิดร่างของชายหนุ่มผมสีอ่อนก็ก้าวลงจากที่นั่งคนขับก่อนเดินอ้อมไปยังบานประตูฝั่งด้านข้างเพื่อเปิดให้ร่างของชายหนุ่มผิวขาวอีกคนก้าวตามลงมา ในขณะที่จินยองกำลังจ้องมองด้วยความสงสัย ร่างของชายผิวขาวที่กำลังก้าวเดินก็ถูกชายหนุ่มผมสีอ่อนรวบกอดจากทางด้านหลังก่อนฝังปลายจมูกลงบนข้างแก้ม “อึ๋ย! น่าเกลียด” จินยองเผลอสบถกับภาพเหตุการณ์ที่ได้เห็น และนั่นทำให้ใบหน้าของคนที่กำลังกระทำการอุกอาจหันมองมายังร่างเล็กด้วยสายตาไม่พอใจ

 

จินยองก้าวหลบหลังผ้าม่านทันทีที่ชายหนุ่มผมสีอ่อนส่งสายตาดุๆ มายังเขา “คงไม่ได้ยินหรอกมั้ง..” ปลอบตัวเองที่กำลังตื่นตกใจกับภาพที่เพิ่งได้เห็น “จะทันเห็นเรามั้ยนะ” ก่อนยกฝ่ามือขึ้นทาบใบหน้าที่ร้อนผ่าวของตนเอง “คนที่โซลนี่ทำอะไรเปิดเผยชะมัดเลย” สั่นศีรษะเพื่อไล่ภาพที่ติดตาให้ออกจากหัวสมอง “หวังว่าคนนั้นคงไม่ใช่..” ฟันเรียวฟันลงบนริมฝีปากอิ่ม เป็นครั้งแรกที่จินยองภาวนาขอให้สิ่งที่กำลังคิดไม่เป็นความจริง

 

.

.

.

TBC.



NOTE : มือลั่นจนได้กับความน่ารักน่าเอ็นดูเวลาเห็นพี่มาร์คกับน้องจินยองอยู่ด้วยกัน  จนสุดท้ายก็คลอดออกมาเป็น Fic ที่วางโครงเรื่องไว้ว่าจะเขียนเป็นฟิคยาว อ่านแล้วชอบไม่ชอบ อยากให้แก้ไขตรงไหนคอมเม้นท์บอกกันบ้างนะคะ เพื่อเป็นกำลังใจสำหรับการลงฟิคตอนต่อไปค่ะ ^^  ติดตามพูดคุยได้ที่ @taew0728

Comment

Comment:

Tweet